พลันที่รัฐบาลประยุทธ์ ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชาชน และยับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 แฟนเพจหนุนแฟลชม็อบ ได้ให้คนโหวตว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อ "ปิดปากประชาชน" หรือ "แก้ปัญหาโควิด" แน่นอน ร้อยละ 95 ก็โหวตปิดปากประชาชน

 

 

          ถ้าติดตามข่าวสารจากต่างประเทศ ก็จะพบรัฐบาลประเทศต่างๆ ใช้มาตรการสารพัดเพื่อควบคุมการระบาดของโรคจากโควิด-19


          ยกตัวอย่างรัฐบาลจีน ได้อำนาจสั่งปิดอู่ฮั่น ห้ามเข้าห้ามออกเมือง ส่วนมณฑลต่างๆ ก็ดำเนินมาตรการที่เข้มข้น ประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ก็นำมาตรการล็อกดาวน์มาใช้เช่นกัน


          ดังนั้น บรรดานักสิทธิมนุษยชน จึงเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะฉวยโอกาสปิดกั้นเสรีภาพในหลายๆ ด้าน เพราะการจัดการวิกฤติก็มีความเป็นการเมืองอยู่ในตัว ยูเอ็นได้แถลงให้รัฐบาลต่างๆ ไม่ควรอ้างเรื่องโรคระบาดมาข่มเหงปราบปรามกลุ่มคนหรือบุคคล รวมถึงควรใช้มาตรการอย่างสมเหตุสมผล ปราศจากการเลือกปฏิบัติ


          เมื่อเร็วๆ นี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้า ได้เขียนบทความเรื่อง “รัฐประหารโควิดและการรวมศูนย์อำนาจที่แตกเป็นส่วนๆ” เผยแพร่ทางแฟนเพจ ได้กล่าวถึงมาตรการพิเศษของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


          อาจารย์ป๊อกบอกว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและมีเคอร์ฟิว รวมกับมาตรการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามบิน การบังคับกักตัวผู้เดินทางเข้าไทย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้อ้างว่ามาจากการรักษาสุขภาพของประชาชนให้พ้นภัยจากวิกฤติโควิด-19


          ดังนั้น อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จึงคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้คือ “รัฐประหารโควิด” และ “การรวมศูนย์อำนาจที่แตกเป็นส่วนๆ”

 



          “ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและตอนหนึ่งกล่าวว่า ‘สุขภาพนำเสรีภาพ’ ผมเห็นว่าไม่จำเป็น เพราะ ‘สุขภาพ’ สามารถเคียงคู่กับ ‘เสรีภาพ’ ได้ ดังนั้นเราต้องไม่ปล่อยให้ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นข้ออ้างมาสร้างความชอบธรรมให้การบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้ประสิทธิภาพ จนไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปทางไหนในยามวิกฤติโควิดครั้งนี้”


          กลุ่มก้อนความคิดต่อต้านเผด็จการทหาร ก็ไปในทิศทางเดียวกับ “ปิยบุตร” โดยมองว่า การเห็นดีเห็นงามให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ การสนับสนุนรัฐประหารเงียบ 


          พูดง่ายๆ รัฐบาลไทยไม่ควรนำเรื่อง “สุขภาพ” มาปิดปากประชาชน แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับไม่เห็นด้วย และมองว่า คนพวกนี้ใช้เสรีภาพเฟ้อ


          ตัวอย่างจากฝรั่งเศส มาตุภูมิของภรรยาอาจารย์ป๊อก ยังเลือกล็อกดาวน์ ปิดเมือง ปิดสถานที่เสี่ยงติดเชื้อโควิด และมีคำสั่งห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน


          วันที่ 15 มีนาคม 2563 ประธานาธิบดีมาครง ตัดสินใจประกาศมาตรการเพิ่มความเข้มงวดจำกัดการเดินทางของประชาชน หลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด กระจายตำรวจและเจ้าหน้าที่ 1 แสนคน บังคับใช้ล็อกดาวน์ ห้ามคนออกนอกบ้าน หากฝ่าฝืนมาตรการให้อยู่บ้าน จะถูกปรับ 135 ยูโร (ประมาณ 4,700 บาท)


          “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน ที่ลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส ยังรายงานสถานการณ์ผ่านแฟนเพจเมื่อปลายเดือนมีนาคมนี้ ว่า 


          “รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศสแถลงว่า ตั้งแต่เริ่มกักตัวพลเมืองมา 10 วัน ตำรวจทั่วประเทศควบคุมตรวจตราคนออกนอกบ้านไปแล้ว 3.5 ล้านคน สอบปากคำจำนวน 225,000 คน ซึ่งคงมีคนถูกปรับ 135 ยูโรกันไม่น้อย ถ้าทำผิดหลายครั้ง ค่าปรับอาจถึง 1,500-3,500 ยูโร และอาจติดคุก 6 เดือน”


          เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2563 “จรัล” โพสต์อีกครั้งว่า “กักตัวมา 20 วันแล้ว ยอมเสียสละเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพทางการเมือง เพื่อต้านโคโรนาไวรัส ภาพกำลังจะเป็นฮิปปี้ เหมือนเคยเป็นฮิบปี้คนแรกของธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2509”


          นักประชาธิปไตยอย่างจรัล ยังบอกว่า “ยอมเสียสละเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพทางการเมือง เพื่อต้านโคโรน่าไวรัส” แล้วบรรดาสาวกแดงฮาร์ดคอร์ในเมืองไทย จะไม่ยอมเสียสละกันบ้างเชียวหรือ