สถานการณ์แพร่ระบาด ไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทุกวงการวิชาชีพ กระทบไปถึงธุรกิจสาขาต่างๆ ยิ่งมองไปถึงเส้นเลือดใหญ่ที่สร้างรายได้เข้าประเทศ ก็คือบรรดานักท่องเที่ยวต้องหดหาย แน่นอนการเดินทางด้วยสายการบินต้องหยุดชะงักไปโดยปริยาย เรียกได้ว่าลามเป็นลูกโซ่

          ช่วงวันสองวันมานี้ ยิ่งมาเจอข่าวความวุ่นวายอลหม่านแถวสนามบินสุวรรณภูมิเข้ามาอีก กรณีผู้โดยสารชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาไทย แต่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการกักกันตัว ถึงกับนายกฯ ต้องเรียกประชุมด่วนว่าเกิดจุดบกพร่องตรงไหนกันแน่ แต่ในที่สุด เจ้าหน้าที่ติดตาม 158 ชีวิตที่เผ่นกลับบ้านและเชิญมากักกันตัวในสถานที่รัฐบาลจัดให้ได้ครบ

          ไหนๆ กล่าวถึงเรื่องราวสนามบิน ขออนุญาตคุยต่อซะเลย คงไม่ต้องบอกทุกคนพอจะทราบว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งของสายการบินแห่งชาติ เป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 ที่หวานอมขมกลืนสุดๆ จากการประมาณการว่า ปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศกว่า 40 ล้านคน

          ถึงวินาทีนี้คงไม่มีใครกล้าที่จะคาดเดาได้เลยว่า เราจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนเท่าไรแน่ จากวิกฤติที่เกิดขึ้นส่งผลรุนแรงยิ่งนักต่อการบินไทยสายการบินแห่งชาติ

          ลำพังก่อนที่จะมีวิกฤติไวรัสโควิด-19 สายการบินแห่งชาติประสบกับปัญหาต่างๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าหากมีเหตุแทรกซ้อนอะไรขึ้นมาสายการบินแห่งนี้คงไม่สามารถที่จะยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน แต่ในขณะที่สายการบินน้อยใหญ่ทั่วโลกต่างต้องหยุดบินเพราะไวรัสโควิด-19

          ผ่านมาเกือบ 3 เดือน สายการบินแห่งชาติของคนไทยกลับทำหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีบกพร่อง จนถึงวันสุดท้ายที่ทุกประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของสายการบินแห่งชาติประกาศปิดประเทศไม่ให้คนเข้าออก สายการบินแห่งชาติจึงหยุดบิน

          แต่ด้วยภาระที่มีในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายก่อนทำการหยุดบิน การบินไทย ต้องระดมออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่าง เพื่อที่จะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ มาตรการหลักๆ อาทิ งดจ้างพนักงานชั่วคราว ตัดค่าใช้จ่ายด้านการทำงานล่วงเวลา รวมถึงลดค่าตอบแทนพนักงานระดับสูงแทบทุกระดับ

          ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้พนักงานในส่วนที่ต้องดูแลผู้โดยสารโดยตรง (Front Line) มีจำนวนไม่เพียงพอในการรับมือกับผู้โดยสารจำนวนมากในช่วงท้ายก่อนทำการหยุดบิน ซึ่งขณะที่ฝ่ายที่รับผิดชอบในส่วนนี้กำลังคิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ได้มีการรวมกลุ่มของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรวมถึงนักบินผู้ช่วยและกัปตันจำนวนหนึ่งเสนอตัวเข้ามาเป็น อาสาสมัครทำงาน ในส่วนนี้

"อาสาสมัคร รักคุณเท่าฟ้า"

          โดยมีการจัดตั้งกลุ่มเรียกว่ากลุ่ม "อาสาสมัครการบินไทยไปทุกที่" (Volunteer for Thai) โดยในแต่ละวันจะมีการให้ลงชื่อว่าใครจะมาช่วยงานได้ที่ไหน เมื่อไร เช้า กลางวัน กลางคืน สำนักงานใหญ่ สำนักงานหลานหลวง หรือที่สนามบินสุวรรณภูมิ

          อาสาสมัครมีหน้าที่ในการมาต้อนรับ และให้การช่วยเหลือผู้โดยสารในการเช็กอิน โหลดสัมภาระ รวมถึงช่วยงานด้านเอกสารอื่นๆ

          นอกจากนี้ยังมีบางส่วนทำหน้าที่รับโทรศัพท์พูดคุย ตอบข้อสงสัยต่างๆ ให้แก่ผู้โดยสารที่โทรติดต่อเข้ามาตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงทำหน้าที่อ่านและตอบอีเมลที่มีผู้โดยสารเขียนเข้ามาสอบถามในเรื่องต่างๆ ซึ่งการทำงานของ อาสาสมัครรักคุณเท่าฟ้า เหล่านี้เป็นการทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน โดยไม่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงแต่อย่างใด

"อาสาสมัคร รักคุณเท่าฟ้า"

          เมื่อสอบถามว่าอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้อาสาสมัครเหล่านี้ทุ่มเททำเพื่อการบินไทยมากขนาดนั้น คำตอบที่ได้รับ ทุกคนรักและหวงแหนผูกพันกับสายการบินแห่งชาติแห่งนี้

          อยากทุ่มเทสรรพกำลังที่มีเท่าที่จะทำได้เพื่อให้สายการบินแห่งชาติที่พวกเขารัก ทำหน้าที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารต่อไป แม้ว่าจะอยู่ในห้วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัสแค่ไหนก็ตาม

          หากดูจากจำนวนของอาสาสมัครเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก (ประมาณ 400 คน) เทียบแล้วไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งบริษัท แต่ผลจากการร่วมแรงร่วมใจของอาสาสมัครกลุ่มนี้ได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารแทบทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

          และมั่นใจได้เลยว่าพวกเขาเหล่านี้จะเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พนักงานทุกคนของการบินไทย ให้ร่วมแรงร่วมใจทุ่มเทกำลังกายกำลังใจที่มีอยู่ เพื่อที่จะนำพาให้สายการบินแห่งชาติแห่งนี้กลับมายิ่งใหญ่บนท้องฟ้าได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน