ผ่านพ้นไปกว่าสัปดาห์ของการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ยังคงลามไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น มีรายงานเมื่่อวันที่ 5 เมษายน มีผู้ป่วยใหม่ 102 ราย พบใน 66 จังหวัด รวมผู้ป่วย 2,169 ราย หายป่วยแล้ว 674 ราย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย รวม 23 คน โดยพบผู้ป่วยชายเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิง โรคประจำตัวที่พบส่วนใหญ่คือ เบาหวาน 50% ความดันโลหิตสูง 35% โรคไตเรื้อรัง 15% ปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตของกลุ่มคนอายุ 50-69 ปี คือ กลุ่มที่ไปต่างประเทศและร่วมพิธีทางศาสนา ส่วนปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตของกลุ่มคนอายุ 70 ปีขึ้นไป คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสนามมวย และกลุ่มอายุ 80-89 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการป่วยตายมากที่สุด

 

 

 

          รัฐบาลเริ่มใช้ยาแรงขึ้นเป็นลำดับหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อด้วยมาตรการเคอร์ฟิว มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เวลา 22.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น  ซึ่งก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายนัก ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ยังทรงอยู่ในระดับหลักร้อยต้นๆ พร้อมเหตุการณ์ความวุ่นวายหลังประกาศปิดสนามบินไม่ให้มีการเข้า-ออกในประเทศไทย แต่เกิดเหตุการณ์คาบเกี่ยวในห้วงเวลาจนปรากฏเป็นข่าวใหญ่โต คนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำนวน 152 คน ไม่ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการเข้าสู่มาตรการกักตัว พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการกักตัวของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความพร้อม ทั้งคำชี้แจง สถานที่ ให้คนโดนกักตัวนอนห้องเดียวกัน 3 คน แล้วถ้ามีคนติดไวรัสจะทำอย่างไร กักตัวแบบไม่มีระยะห่างทางสังคม ทั้งที่ส่วนใหญ่พร้อมจะให้ความร่วมมือ

          ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นร้อนถึงผู้นำประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบทำงานอย่างเต็มที่และยังลงรายละเอียดด้วยตัวเองให้ทุกหน่วยทำงานบูรณาการแก้ปัญหา จนสามารถจัดการเรียบร้อยทำให้ทั้ง 158 คนมารายงานตัวครบ ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการควบคุมโรคของรัฐอย่างเข้มข้นตามเวลาและสถานที่ที่รัฐกำหนด (state quarantine) หลังจากเกิดเรื่องความวุ่นวายขึ้นก็เริ่มบททดสอบในทันทีเมื่อวันที่ 4 เมษายน กับเที่ยวบินจากมาเลเซียเข้ามา 51 คน และจากกาตาร์ 47 คนเข้ามา ซึ่งทุกหน่วยได้บูรณาการอำนวยความสะดวกทำให้กระบวนการคัดกรองใช้เวลาไม่นานและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ใช้เวลาจนพาทุกคนเข้าระบบ state quarantine ใช้เวลาประมาณไม่ถึง 3 ชั่วโมง

 

 

 

           หลายมาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นจากเชื้อร้ายดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นไม่ว่าจะออกมาช้าหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความเสียหายไปทั่วโลก ประชาชนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก ถือเป็นวิกฤติการณ์โลกที่ทุกองคาพยพโลกจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อคิดค้นหาทางออกไปให้ได้ เช่นเดียวกับรัฐบาลไทยต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จัดวางแผนงานอย่างรอบคอบ   ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการสื่อสารกับประชาชนในช่วงวิกฤตินี้เพื่อมิให้เกิดความวิตกกังวลซึ่งอาจจะส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นในมาตรการของภาครัฐซึ่งจะทำให้กระทบต่อการทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยรวมตามมาได้