เข้าสู่เมษายน นอกจากอุณหภูมิสภาพอากาศเพิ่มสูงทำให้ประเทศไทยร้อนอบอ้าว เท่านั้นไม่พอสถานการณ์ความร้อนแรงยังอยู่ที่ การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แผ่ขยายไปทั่วทุกอณูบริเวณ

          ไหนจะภัยแล้ง ไหนจะกรณีโรคร้ายแพร่ระบาด ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน เหมือนมีมรสุมหลายลูกรุมกระหน่ำเข้ามาพร้อมๆ กัน ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจหยุดขับเคลื่อนไปโดยปริยาย วิกฤติการณ์เหล่านี้ ไม่อาจบอกได้เลยว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

 

 

 

          โดยเฉพาะการทำให้โรคร้ายโควิด-19 หายไปจากประเทศไทยนั้น ประเมินเบื้องต้นน่าจะถึงสิ้นปีหรือต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่ายล่ะครับ หากให้ความร่วมมือต่อมาตรการต่างๆ รับฟังข้อมูลคำแนะนำจากทางการแพทย์ ปฏิบัติไปด้วยกันอาจจะมีข่าวดีเร็วขึ้นก็ได้

          แต่มาถึงตอนนี้ “ไม่มีข่าวดี” สำหรับประเทศไทยแน่นอน จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ตัวเลขการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ …สถิตย์ ธรรม… กำลังสนทนากับคุณผู้อ่าน ได้รับรายงานจากศูนย์ข่าวภูมิภาคเข้ามาด่วนจี๋ นั่นคือ "การพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 บนรถไฟ” ต้องขอแสดงความเสียใจมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

         ตามรายงานของสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระบุ ไทมไลน์ผู้เสียชีวิต เดินทางกลับจากประเทศปากีสถาน ลงเครื่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการตรวจคัดกรองแล้วไม่พบมีอาการไข้ จึงเดินทางไปที่สถานีรถไฟบางซื่อ กทม. เพื่อโดยสารรถไฟกลับไปยัง จ.นราธิวาส แต่เกิดเหตุเป็นลมหมดสติและเสียชีวิต ระหว่างรถไฟกำลังแล่นถึงสถานีรถไฟ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

         โดยพบประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แพทย์ได้นำเนื้อเยื่อและสารคัดหลั่งจากจมูกส่งไปตรวจที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.สมุทรสงคราม พบผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นบวก นับเป็นผู้ติดเชื้อรายที่ิ 13 ที่พบใน จ.ประจวบฯ ขณะนี้ญาติได้นำร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว สำหรับผู้ที่เข้าไปตรวจสอบผู้เสียชีวิตคือเจ้าหน้าที่กู้ภัย 1 ราย จากมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานทับสะแก ได้แจ้งให้กักตัวเพื่อตรวจหาเชื้อ รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามอ่านได้จาก "www.nationweekend.com/” นะครับ

 

 

 

         หยิบยกกรณีชายเสียชีวิตบนรถไฟ มาสนทนา เพื่อให้เห็นถึงอันตรายจากไวรัสโควิด-19 เป็นโรคที่ติดง่ายและทำให้เสียชีวิตเร็ว ถ้าไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างทันท่วงที อีกอย่างกรณีของผู้มีโรคประจำตัว ถือว่าเป็นอันตรายมากกว่ากลุ่มคนประเภทอื่นๆ

         ล่าสุด ข้อมูลเพิ่มเติมจาก นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าประจำห้องไอซียู โรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุโรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ท่านโพสต์เฟซบุ๊กชนิดที่ทุกคนต้องตระหนักเพิ่ม ท่านระบุว่า “ข้อมูลล่าสุดสนับสนุนว่าผู้ป่วยโควิด-19 ระยะฟักตัวสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสทางอากาศ airborne transmission ไม่ต่างจากวัณโรค ขณะร้องเพลงร่วมกับผู้อื่น”

         สื่ออเมริกาลงข่าว กลุ่มนักร้องประสานเสียงในโบสถ์แห่งหนึ่งที่รัฐวอชิงตัน จำนวน 45 คนจาก 60 คน ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และเสียชีวิต 2 คนภายใน 3 สัปดาห์ ทั้งที่ทุกคนที่มาร้องเพลงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง วันที่ 10 มีนาคม ไม่มีใครไอ ไม่มีใครป่วย พวกเขาป้องกันตัวเองทุกอย่าง ล้างมือ ยืนรักษาระยะห่าง 1-2 เมตร ไม่แตะตัวหรือแตะต้องสิ่งของอะไร แต่ปรากฏว่าเมื่อสมาชิกนักร้องกลุ่มนี้แยกย้ายกันกลับบ้าน บางคนเริ่มไม่สบายจนตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ถึง 45 คนและป่วยเสียชีวิตไป 2 คน

          แสดงว่าขณะที่คนที่อยู่ในระยะฟักตัว ร้องเพลงเปล่งเสียงสูงออกมามีละอองฝอย (droplet nuclei) ฟุ้งกระจายออกมา เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก ไม่ใช่น้ำลายหรือเสมหะ ละอองเล็กขนาดต่ำกว่า 5 ไมครอน ล่องลอยไปในอากาศ ทำให้คนที่อยู่ห่างออกไปไกลๆ ก็ติดเชื้อได้ ไม่ใช่จากการไอจามรดกัน การสัมผัสเนื้อตัวหรือสิ่งของร่วมกัน

          เมื่อรับข้อมูลทางการแพทย์เช่นนี้แล้ว กลับมาสำรวจตัวตนทุกท่าน ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายด้วยความเคร่งครัด ขณะเดียวกันสื่อสารไปถึงทุกฝ่ายต้องมีการยกระดับการทำหน้าที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ แม้รัฐบาลออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกข้อกำหนดในการควบคุมดูแลแล้วก็ตาม แต่มาตรการทั้งหลายที่ออกมา ฝ่ายปฏิบัติจะหย่อนยานหรือเพิกเฉยไม่ได้เด็ดขาด

          สถานการณ์ตอนนี้ เหมือนเรากำลังอยู่ในสงคราม เป็น "สงครามโรค” ที่ถ้าหากทุกฝ่ายร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ย่อมประสบชัยชนะได้ในที่สุด