วันเวลาผ่านไปเร็วราวกับโกหก เพราะเพิ่งครบรอบ 1 ปีของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา การเลือกตั้งครั้งนั้นกว่าจะมาลงเอยในวันที่ 24 มีนาคม ได้ ปรากฏว่าต้องเจอกับการเลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุผลสารพัดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนั้น รวมเป็นเวลาประมาณ 5 ปีเลยทีเดียว

 

 

 

 

           จาก 24 มีนาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่สถานการณ์แวดล้อมของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับแตกต่างออกไปจากเมื่อครั้งเป็น คสช.อย่างสิ้่นเชิง ซึ่งแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงคาดไม่ถึง

1.เสียงข้างมากขาดเอกภาพ

         เป็นปัญหาแรกเริ่มที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับสภาพอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากเป็นปัญหามาจากระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมที่ไม่ประสงค์ให้รัฐบาลมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดเหมือนในอดีต เมื่อนายกฯ คุมเสียงข้างมากไม่ได้ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย โดยราคาที่ว่านั้นคือ ความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งปรากฏเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงขนาดที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนเรียกร้องให้พรรคตัวเองถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองและรอวันที่เรือเหล็กรัฐบาลชุดนี้จะล่มลงอย่างไม่เป็นท่า

 

2.ปัญหาเศรษฐกิจแก้ไม่ตก

           ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ไปจนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศเวลานี้ ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากทั้งสิ้น เพราะปัญหาลามมาถึงสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย ภายหลังมีตัวเลขอัตราเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามจะชูเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาเป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจไทย แต่ด้วยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้เงินลงทุนไม่ได้เข้ามายังประเทศไทยอย่างเต็มที่ พระเอกอย่างอีอีซีจึงต้องรอต่อไป ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจแก้ได้ด้วยคำปลุกใจว่า “ประเทศไทยต้องชนะ” เท่านั้น แต่ต้องใช้พลังและสติปัญญาของรัฐบาลด้วย

 

3.รัฐสภาเรียกศรัทธาไม่ได้

         อย่างที่ทราบกันการปฏิรูปประเทศและการเมืองเป็นเป้าหมายหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจจนมาถึงการนั่งในเก้าอี้นายกฯ สมัยที่สอง ที่รวมเวลามาถึงปัจจุบัน 6 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งความหวังไว้ว่าอยากให้รัฐสภาเป็นองค์กรนำที่ไปสู่การปฏิรูปการเมือง และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนให้กลับมาเชื่อมั่นระบบรัฐสภาอีกครั้ง มิเช่นนั้นคงไม่ยอมให้ ‘ชวน หลีกภัย’ ผู้อาวุโสจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานรัฐสภา ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติควรต้องเป็นของพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

           แต่เป้าหมายที่วางไว้กำลังห่างออกไปทุกที เนื่องจากพฤติกรรมของ ส.ส.โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐบางคนกลับมีพฤติกรรมไม่แยแสความไว้วางใจของประชาชนที่มอบหมายให้มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร เช่น การแสดงความคิดเห็นในทำนองดูถูกประชาชน หรือการมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในบริเวณรัฐสภา ยังไม่นับการแสดงออกกลางห้องประชุมสภาในทำนองท้าทาย ส.ส.ฝ่ายค้านในทางที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

          แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้เป็นผู้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐสภาโดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้ เพราะ ส.ส.ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นล้วนมาจากพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

 

 

 

4. ‘มลพิษ-ไวรัส’สั่นคลอนความสามารถ

          ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ว่าหนักแล้ว แต่ยังไม่หนักเท่ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคอุบัติที่กำลังเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ปัญหามลพิษจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษประจำฤดูกาลที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี การแก้ไขของรัฐบาลยังไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ต้นเหตุเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดการเผาวัชพืชเพื่อเตรียมที่ดินสำหรับการทำเกษตรกรรม หรือการก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และการขนส่งคมนาคม โดยมีแต่เพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางมากกว่า อย่างการมอบนโยบายและการสั่งการ ที่สั่งการไปแล้วแต่ยังมีคำถามตามว่าที่สุดแล้วได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

           ล่าสุดกับสถานการณ์โรคอุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 ที่เดิมประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อาจจะด้วยการรับมือไม่ทันกับสถานการณ์หรือปัญหาการประสานงานภายในรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นเป็นระยะ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึงและไม่อาจหาแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ปรากฏได้จากการสภาวะการขาดแคลนหน้ากากอนามัยในเวลานี้

          ผ่านไปแล้วหนึ่งปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ หน้าเดิมเป็นผู้นำประเทศ จะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาล อันเป็นผลมาจากสนิมเนื้อในของรัฐบาลเอง โดยที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ได้ออกแรงเลื่อยขารัฐบาลอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ ดังนั้น นับจากนี้ไปรัฐบาลจะอยู่ยาวหรือต้องล่มลง ย่อมมาจากตัวเองทั้งสิ้น