คอลัมนิสต์

 รู้เขา รู้เรา ชนะ 'โควิด-19'

 รู้เขา รู้เรา ชนะ 'โควิด-19'

27 มี.ค. 2563

สถานการณ์ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นทุกวัน เราจึงควรมาทำความรู้จักศัตรูร้ายเจ้าไวรัส โควิด-19 ตัวนี้ให้ดี และมีหลายอย่างที่เรายังเข้าใจผิดๆว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วป้องกัน'โควิด-19' ได้

       สถานการณ์ระบาดของไวรัส'โควิด-19' ที่กำลังรุนแรงขึ้นในประเทศไทยเรื่อยๆอยู่ในขณะนี้  หากเราไม่ทำความรู้จักเจ้าเชื้อโรคตัวนี้ที่เป็นศัตรูร้ายของมนุษย์ให้ดีๆ อาจเกิดความเข้าใจผิดและนำอันตรายมาสู่เราได้ 
       ก่อนอื่นมาทำความรู้จักไวรัสตัวนี้กันก่อน ไวรัส 'โควิด-19' ( Covid-19) หรือชื่อย่อมาจาก Coronavirus Disease 2019 ที่ตั้งโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จริงๆแล้วไวรัสตัวนี้อยู่กับเรามานานมากแล้ว โดยเชื้อสามารถอยู่ได้ทั้งในสัตว์และคน  ซึ่ง ไวรัสโควิด-19 มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่บางสายพันธุ์ก็ก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบได้ เช่น โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และโควิด-19 
 

   2 ช่องทางเข้าสู่ร่างกายเรา
    การที่เชื้อไวรัสจะเข้าในร่างกายได้นั้น มีด้วยกัน 2 ช่องทาง คือ
  1.การสูดลมหายใจเอาละอองฝอยจากการไอ จาม และสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก น้ำลาย หรือพูดคุยกับผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปสู่ปอด
 2.ทางการสัมผัส ถ้าเราไปหยิบจับของบริเวณที่ผู้ป่วยสัมผัสไว้ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ โต๊ะ เก้าอี้ แล้วมาขยี้ตา สัมผัสใบหน้า หรือหยิบของกินเข้าปากก็สามารถติดได้เช่นกัน

  เกาะที่ผิวเซลล์มนุษย์ 
  เมื่อเชื้อไวรัสโควิด เข้าสู่ร่างกายไวรัสจะเข้าไปเกาะที่ผิวเซลล์ของมนุษย์ จากนั้นไวรัสจะค่อยๆเพิ่มจำนวนเชื้อในตัวเรา โดยช่วงที่ติดเชื้อใหม่ๆบางรายอาจจะไม่มีอาการให้เห็นชัดเจน ทำให้ระยะฟักตัวนี้แหละที่น่ากลัว เพราะเราสามารถเป็นพาหะในการแพร่กระจายให้ผู้อื่นได้ แต่หลังจากนั้นประมาณ 7-14 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล จะมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5 องศา พร้อมอาการไอแห้งๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว และหายใจลำบาก ส่วนรายที่อาการรุนแรงอาจจะเกิดปอดอักเสบ และภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเสียชีวิตได้

    สำหรับเชื้อตัวนี้จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว จะว่าไม่น่ากลัวก็ได้ เนื่องจากเชื้อที่เข้าไปในแต่ละบุคคลจะแสดงอาการไม่เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรคบอกว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดธรรมดาที่สามารถหายเองได้ ถ้าเรารักษาตามอาการไปเรื่อยๆ 
       แต่อีกที่เหลือประมาณ 20% จะเป็นกลุ่มของคนที่มีโรคประจำตัว + เชื้อลงปอดรวมด้วย ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ซึ่งถ้าปอดไม่โดนทำลายเกิน 50% ร่างกายยังฟื้นฟูเองได้ตามสภาพแต่ละคน แต่ถ้าปอดถูกทำลายเกิน 70% ขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤต ต้องใช้เครื่องหายใจช่วย      พบว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่จะอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่มีโรคประจำตัวควบคู่ไปด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ-ตัน  แต่ก็อย่าประมาทเพราะโควิด-19  ยังไม่มียาหรือวัคซีน ที่รักษาอาการได้โดยตรง ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น  
    การป้องกัน
   เน้นล้างมือบ่อยๆ เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด 
 

 และต่อไปนี้.. เป็นสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดว่าป้องกัน' โควิด-19' ได้

       รู้เขา รู้เรา ชนะ 'โควิด-19'
   

     -กินกระเทียม
     กระเทียม เป็นอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งมีคุณสมบัติบางอย่างในการต้านเชื้อจุลชีพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานว่าการกินกระเทียมสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส 'โควิด-19'ได้
  - การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
   การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สามารถช่วยป้องกัน 'โควิด-19' ได้หรือไม่

 -ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
   ยังไม่มีหลักฐานว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะป้องกันการติดเชื้อไวรัส'โควิด-19'ได้
   มีหลักฐานจำนวนหนึ่งบ่งชี้ว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้เราหายจากหวัดธรรมดาได้เร็ว อย่างไรก็ตามการล้างจมูกไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ
 - สวมถุงมือยาง
    เรายังสามารถติดเชื้อโควิด 19 ได้แม้ใส่ถุงมือยาง เพราะหากเราสัมผัสใบหน้าผ่านถุงมือที่ปนเปื้อน เราก็สามารถติดเชื้อไวรัสได้เช่นกัน
  -น้ำยาบ้วนปาก
   ยังไม่มีหลักฐานว่าน้ำยาบ้วนปาก จะป้องกันการติดเชื้อไวรัส'โควิด-19'ได้
    น้ำยาบ้วนปากบางยี่ห้อสามารถกำจัดจุลินทรีย์บางชนิดในน้ำลายได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า น้ำยาบ้วนปาก จะป้องกันเราจากการติดเชื้อ'โควิด19' ได้
    - ทาน้ำมันงา
      การทาน้ำมันงาไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส โควิด-19 ได้ 
  -ยาปฏิชีวนะ
    ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้ป้องกันรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
    เชื้อไวรัส 'โควิด19' เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงนำยาปฏิชีวนะมาใช้ในการป้องกันหรือรักษาไม่ได้
  -การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว 
    การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายไปแล้วได้
    นอกจากนี้การฉีดพ่นสารเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อเสื้อผ้า และเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา หรือปากได้  
  -เครื่องเป่ามือ
   เครื่องเป่ามือไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส'โควิด-19' ได้
 - หลอดไฟยูวีสำหรับฆ่าเชื้อ 
   ไม่สามารถฆ่าเชื้อ 'โควิด-19'  ได้ นอกจากนี้ไม่ควรใช้หลอดไฟยูวีในการฆ่าเชื้อโรคที่มือ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพราะรังสียูวีสามารถทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้
  -ยุงกัด
  ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ไวรัส' โควิด-19' จะสามารถแพร่เชื้อผ่านยุงได้
  - สัตว์เลี้ยงที่บ้าน
   ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สามารถแพร่เชื้อ' โควิด-19' สู่มนุษย์
  อย่างไรก็ตาม เราควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง การล้างมือให้สะอาดจะป้องกันเราจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งคนจะได้รับผ่านสัตว์เลี้ยงได้     

-สินค้าที่ผลิตในประเทศที่มีการระบาด'โควิด-19'
  ถึงแม้ว่าไวรัส  โควิด-19 จะสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวได้หลายชั่วโมงหรือหลายวัน (ขึ้นอยู่กับประเภทของพื้นผิว) แต่มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ไวรัสจะยังคงมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากทิ่สิ่งของเหล่านั้นถูกเคลื่อนย้าย และผ่านสภาวะแวดล้อมและอุณหภูมิที่ต่าง ๆ กันไประหว่างการจัดส่ง

  อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย 'โควิด-19'