ตามประกาศของกรมชลประทานที่เพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันว่า สถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้มีอยู่ 23 จังหวัดหลายพันหมู่บ้านได้รับผลกระทบขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญนั้น
ก็อยู่ในขั้นวิกฤติ เปรียบไปก็เสมือนความวัวยังไม่หายความควายก็เข้ามาแทรก เพราะสมาธิของรัฐบาลและเกือบทุกหน่วยงานที่เป็นแขนขากำลังสาละวนอยู่กับการต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ซึ่งยากที่จะควบคุมได้มากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญขณะนี้ก็คือ นอกจากภาคเกษตรกรรมที่จะต้องเผชิญกับภาวะพืชผลราคาตกต่ำ ขายไม่ได้ ยังจะต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำซ้อนในเมื่อหลายๆ กิจกรรมต้องหยุดลงโดยกะทันหันตามคำแนะนำหรือแม้กระทั่งคำสั่งตามกฎหมาย อันจะส่งผลให้รายได้ครัวเรือนเหือดหาย พวกเขาจะยืนอยู่ได้อย่างไร ถ้าหากโควิด-19 ยืดเยื้อออกไปหลายเดือนหรือเป็นปี

 

 

 

          การหลั่งไหลของประชากรจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลมุ่งสู่ต่างจังหวัดยังคงดำเนินสืบเนื่อง มาตรการระดับ “ขอความร่วมมือ” ไม่ได้มีความหมายอะไร ในเมื่อทุกๆ คนก็มีเหตุผลต่างกันไปพอเชื่อได้ให้ถ้อยทีถ้อยอาศัยในแบบฉบับวิถีเดิมๆ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์มากขึ้น ที่แต่เดิมอาจคิดว่า การอพยพกลับภูมิลำเนายังพอจะมีงานทำ หรือพูดอีกอย่างก็คือไปตายเอาดาบหน้ายังจะดีเสียกว่าตกงานอยู่ในกรุงเทพฯ กลับกำลังตาลปัตรเพราะงานในภาคเกษตรกรรมนั้นได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นพึ่งพิงเครื่องจักร หรือที่ยังใช้แรงงานคนอยู่ก็เป็นเกษตรกรรมแปลงเล็กอันยากจะหล่อเลี้ยงหลายๆ ชีวิตที่กำลังไปกองรวมกันอยู่ที่หัวไร่ปลายนา ซ้ำร้ายสถานการณ์ภัยแล้งที่กระหน่ำซ้ำเติม จะยิ่งทำให้ประชากรอพยพว่างงานรายได้ครัวเรือนไม่พอจับจ่าย เดือดร้อนทุกข์ยากกันไปทั่ว

          การทำงานขององค์กรส่วนท้องถิ่นยามนี้จึงต้องประสานสอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐทั้งอำเภอ จังหวัด โดยเฉพาะมาตรการคัดกรองประชาชนที่โยกย้ายถิ่นฐานที่จะต้องเจาะเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปกปิดข้อมูล และบางส่วนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือยังไม่เข้าใจความร้ายแรงของ “โรคติดต่อ” และการ “ระบาด” ที่ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้รับเชื้อและผู้แพร่เชื้อ ยังคงดำเนินชีวิตตามวิถีทางเดิมๆ ขณะเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งก็จะต้องเปลี่ยนปรับรูปแบบพอสมควร เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงขึ้น อย่างที่คาดหมายกันไว้ล่วงหน้า การอพยพของประชากรจะทำให้โควิด-19 เกิดการระบาดขนานใหญ่ในต่างจังหวัด

 

          ประเทศไทยขณะนี้ ประสบปัญหาหลายด้านพร้อมๆ กัน แม้โควิด-19 ผลาญคร่าไปทั่วโลก แต่สังคมไทยมีความแตกต่างออกไป เพราะประชากรจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม ที่ยากต่อการควบคุม แม้ว่าระยะห่างทางสังคมจะมีมากกว่าในเมืองหรือกรุงเทพฯ แต่สถานการณ์ได้บีบบังคับให้พวกเขากลับไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะในภาวะว่างงานก็ยิ่งสุ่มเสี่ยง ชั่วโมงนี้ นอกจากภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับมาตรการคัดกรองและเข้าถึงฐานข้อมูลประชากรแล้ว ก็ต้องร้องขอประชาชนกันอย่างต่อเนื่องให้คำนึงถึงภัยพิบัติที่จะเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัส เพราะความตื่นตระหนก โดยที่ไม่ตระหนักถึงแนวทางป้องกันหรือคำขอความร่วมมือใดๆ สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องให้ยาแรงขึ่้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาอย่างหนักหนาสาหัส