“ข้อเสนอแรกของคณะก้าวหน้าในการแก้วิกฤติของชาติในครั้งนี้ คือ คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเสียสละลาออก เปิดทางให้คนอื่นเข้ามาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาวิกฤติของชาติแทน เมื่อคุณประยุทธ์ลาออกแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีภารกิจเฉพาะหน้า 2 อย่าง ที่จะต้องทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา 1 ปี คือ ภารกิจที่ 1 คือ แก้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 รวมถึงการฟื้นฟูประเทศหลังจากนั้น ภารกิจที่ 2 คือ เป็นเจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

          ข้อความข้างต้น มาจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จ้อผ่านออนไลน์ในวันเปิดตัว “คณะก้าวหน้า” เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมาครับ

 

          การเปิดตัว “คณะก้าวหน้า” ณ วันนั้น นอกจากธนาธร ยังมีเหล่าแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่มาพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ว่าจะเป็น “ปิยบุตร แสงกนกกุล" ผู้ปวารณาตนเป็น "ปีศาจข้างถนน” พร้อมกับ “น้องส้มช่อ” พรรณิการ์ วานิช เจ้าของคำพูด “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา” ฉบับออริจินัล

          แต่ประเด็นที่ สถิตย์ ธรรม อยากชวนคุณผู้อ่านได้ร่วมคิดพิจารณากันไป ไม่ใช่เรื่องการเปิดตัว คณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว คณะบุคคลชุดนี้ ต้องการเคลื่อนไหวทางการเมืองคู่ขนานไปกับพรรค "ก้าวไกล” ซึ่งเจ้าของพรรคตัวพ่อ ถ่ายโอนให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปดูแลแล้ว เพียงแต่ศักยภาพของหัวหน้าพรรคคนใหม่ ไม่ได้เป็นแม่เหล็กเพียงพอดึงดูดบรรดาคนรุ่นใหม่ และสาวกให้มาอยู่ใต้อาณัติได้ จึงจำเป็นต้องอาศัย “สามเกลอ” ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ยอมหน้าด้านหน้าทนไม่สนกฎหมายกบิลเมือง จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวพยุง "พรรคก้าวไกล” แบบเป็นเงาตามตัวต่อไป

          คราวนี้กลับมาที่ถ้อยประโยคของ "ธนาธร” ในการเรียกร้องให้ นายกฯ ประยุทธ์ ลาออกดีกว่า เพราะเป็นการเรียกร้องที่พุ่งเป้าไปในสถานการณ์แพร่ระบาด ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดทยอยออกคำสั่งปิดเมือง

          แต่ “พ่อฟ้า” รายนี้ แหกโผออกมาในจังหวะที่ทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตพี่น้องประชาชาชน ด้วยการยกเหตุว่า ประยุทธ์ หมดความเชื่อมั่นจากประชาชน แก้ปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสมรณะไม่ได้ผล ฉะนั้นไม่ควรจะนั่งเก้าอี้นายกฯ บริหารประเทศต่อไป ควรให้มีการตั้งนายกฯ คนใหม่ มาแก้ปัญหาวิกฤติ พร้อมของแถมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยใช้เวลาภายในหนึ่งปี

          อืม ! ครับ นี่คือข้อเรียกร้องของธนาธร ในวันที่ ชาวบ้านชาวเมืองต่างต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเตรียมพร้อมรับมือหายนะจากโรคร้าย

          ผลที่ตามมามีปฏิกิริยาตอบกลับ แน่นอนส่วนหนึ่งคือ สาวกผู้คลั่งการเมืองตามแบบฉบับ สามเกลอ เออออห่อหมกด้วย สมควรให้ประยุทธ์ ออกไป

          ทว่ามีเสียงของประชาชนจำนวนมากเอือมระอากับพฤติกรรมของคนเหล่านี้ รวมไปถึงสื่อต่างประเทศยังนำไปเสนอความเห็น “ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายสับสนจากโรคร้ายที่กำลังเล่นงานมวลมนุษยชาติ ต่างมีความพยายามหยิบยื่นน้ำใจไมตรี ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ไม่น่าเชื่อกลับมีอดีตนักการเมืองประเทศไทยจำนวนหนึ่ง กลับใช้สถานการณ์ความเดือดร้อนของสังคมส่วนรวมมาเป็นประเด็นทางการเมือง"

          สถิตย์ ธรรม ไม่ได้กล่าวขึ้นลอยๆ อยากให้คุณผู้อ่านติดตามสำนักข่าวต่างๆ ที่นำเสนอเหตุการณ์ การเปิดตัวคณะก้าวหน้า เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา แม้แต่สำนักข่าวบีบีซีประเทศไทย ก็พบว่า มีเข้ามาโพสต์ข้อความตำหนิ สามเกลอหัวแข็ง จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่มีประชาชนจำนวนมากออกมาตำหนิพฤติกรรมของอดีตนักการเมืองพวกนี้ ผ่านสำนักข่าวบีบีซี

          ชวนให้ตั้งคำถาม มันใช่เวลาหรือไม่ ที่จะให้นายกฯ ลาออกในตอนนี้ เหมือนอย่างที่ผู้คนเข้ามาแสดงความเห็นผ่านหน้าเพจสำนักข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย นั่นล่ะครับ ว่า “ขอให้สถานการณ์โรคร้ายผ่านพ้นไปก่อนได้หรือไม่ ถึงค่อยมาเช็กบิล”

          นี่อาจเป็นเครื่องสะท้อนไปถึงหัวจิตหัวใจ คณะบุคคลเหล่านี้ เป็นไปในลักษณะโหดร้ายใจดำเกินมนุษย์ ในสถานการณ์ที่กำลังสับสนวุ่นวาย ไม่มีใครสามารถเอาอยู่ได้โดยลำพังหรอกครับ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ จากทุกฝ่ายร่วมหารือออกมาตรการแก้ไขระงับยับยั้ง เพราะนี่ไม่ใช่วิกฤติธรรมดา แต่พวกคุณยังมีเวลามาพ่นเรื่องการเมืองเรียกร้องขับไล่สามเวลาหลังอาหารอยู่อย่างนี้อีกหรือ ขนาดออกมาชุมนุมก็จะตาย…กันอยู่แล้ว

          อ้อ ! ลืมบอกไป ถ้ายังบ้าคลั่งทางการเมืองอยู่อย่างนี้ หันไปติดตามสถานการณ์แฟลชม็อบที่ ม.เกษตรฯ สักหน่อยบ้างก็ดีนะครับ เพราะตามข่าว ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายงานพบนิสิตติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีความสัมพันธ์ไปถึงผู้ชุมนุมวันนั้นหรือไม่ แต่ดูทรงแล้ว "คณะก้าวหน้า” คงไม่มีการพูดถึงหรือห่วงใยรับผิดชอบกันหรอก เพราะในเมื่อหัวใจมีแต่ความเห็นแก่ตัวทางการเมือง !!!