ไม่มีอะไรพลิกโผภายหลัง พรรคก้าวไกล มีมติเลือก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นหัวหน้าพรรค ประกาศแนวทางการทำงานโดยยืนยันว่ายังคงสานต่องานของ พรรคอนาคตใหม่ ตามเดิม พร้อมกับระบุว่าไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่

          ขณะที่ พรรคก้าวไกลกำลังก้าวเดินไปในอีกด้านหนึ่งจะพบว่าอดีตพรรคอนาคตใหม่ก็เริ่มปฏิบัติการ “เราไปต่อ” เช่นกัน ภายหลังเตรียมเปิดตัว “คณะก้าวหน้า” เพื่อขับเคลื่อนการทำกิจกรรมทางการเมืองนอกสภาอย่างเข้มข้น ซึ่งไม่รู้ว่าชื่อของพรรคก้าวไกลกับคณะก้าวหน้าที่มีความใกล้เคียงกันนั้นเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ประการใด

          อย่างไรก็ตาม แม้พรรคก้าวหน้าจะเพิ่งก่อรูปกันได้ไม่นาน ทว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่ต้องเดินไปสู้คดีเสียแล้ว ภายหลังเมื่อไม่นานมานี้ ‘พิธา’ เพิ่งไปรับข้อกล่าวหาการจัดชุมนุมที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 แต่ถึงกระนั้นพิธายืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้คดีเต็มที่

          “เราเชื่อมั่น​ในสิทธิ​เสรีภาพของการชุมนุมซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิไตย​ ไม่ใช่แค่ 4 วินาทีตอนเข้าคูหาเลือกตั้ง ถ้าคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเห็น​หรือมีความทุกข์​ร้อนอะไรจะรวมตัวกันเพี่อแสดงออก ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสามารถทำได้ในประเทศที่มีระบอบ​ประ​ชาธิปไตย​ ผมคิดว่าการใช้วิธีทางกฎหมายในเกมการเมือง แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศ​ทางการเมืองของประเทศไทย​ที่ไม่ต้องการให้มีคนหน้าใหม่เข้ามา ผมอยากให้มีบรรยากาศที่เอื้อให้คนเก่งๆ ให้เลือดใหม่ หรือคนที่มีความสามารถจริงๆ มีโอกาสที่จะเข้ามาเล่นการเมืองมากขึ้น” พิธา ระบุ

ก้าวแรก-ก้าวไกล

          เปลี่ยนจากเรื่องการเมืองในพรรคการเมืองมาเป็นการเมืองของสภากันบ้าง การทำงานของคณะกรรมาธิการในสภาคงไม่มีคณะไหนน่าสนใจเท่ากับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพราะเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ การพบกับแกนนำนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้จัดแฟลชม็อบเป็นครั้งแรก เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ก้าวแรก-ก้าวไกล

          ทั้งนี้ กลุ่มผู้นำนักศึกษาส่วนใหญ่ต่างนำเสนอความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าต้องการให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องผ่านการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.เรื่องสิทธิเสรีภาพ จะต้องห้ามไม่ให้นำกฎหมายความมั่นคงมายกเว้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกกรณี 2.ขอเสนอให้แก้มาตรา 91 ว่าด้วยวิธีการคำนวณ ส.ส. เรื่องนี้ข้อดีคือจะทำให้พรรคใหญ่ไม่มีเสียงที่มากจนเกินไป และให้พรรคเล็กได้มีพื้นที่ 3.ควรแก้ไขมาตรา 159 ว่าด้วยที่มานายกรัฐมนตรี โดยนายกฯ ควรมาจากส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา 4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องไม่ให้ ส.ว.ที่มาจาก คสช. เข้ามาเป็นอุปสรรค และ 5.สร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระอย่างเป็นรูปธรรม

          ข้อเสนอทั้งหมดเหล่านี้ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เข้ามานั่งฟังและร่วมแลกความคิดเห็นกับนักศึกษาด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าจะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป