
pandemic, panic : ผลกระทบโควิดไวรัส
pandemic, panic :ผลกระทบโควิดที่กำลังทำให้ประชากรโลกเกิดอาการตื่นตระหนก ...โดยส.ว. พลเดช ปิ่นประทีป
การระบาดของโคโรนาไวรัสกำลังดำเนินไปอย่างกราดเกรี้ยว จากจุดเริ่มที่นครอู่ฮั่นในเดือนธันวาคม 2020 ณ วันที่ 11 มีนาคม 2020 มาบัดนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ของโลก (Pandemic) อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2020
ตามความหมายของ WHO โควิดไวรัสเป็นเชื้อโรคใหม่ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้จำนวนการป่วยและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยล่าสุดในขณะที่ประกาศนั้นได้แพร่ระบาดลุกลามไปแล้ว 118 ประเทศ มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 121,000 คน อีกทั้งยังคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียง 2 สัปดาห์ มีการ
แพร่ระบาดเพียง 30 ประเทศเท่านั้น
คลื่นการระบาดระลอกแรกเกิดขึ้นในแผ่นดินใหญ่จีน จากนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย แพร่กระจายไปเกือบทุกเมืองในทุกมณฑล มีคนจีนป่วยมากกว่า 80,000 คน รวมทั้งกระจายไปยังต่างประเทศ เข้าสู่ไทย ประเทศและทวีปต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก จากจุดนี้จึงเป็นเสมือนคลื่นการระบาดระลอกที่สองที่เกิดนอกประเทศจีน มีจำนวนผู้ป่วยรวมล่าสุด (16 มี.ค. 2020) มากกว่าในประเทศจีนแล้วและกำลังทวีจำนวนและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ลูกคลื่นการระบาดของโคโรนาไวรัสกำลังขยายตัวออกไปตามธรรมชาติของโรคระบาดใหม่ ในสภาวะที่ประชากรโลกยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันต่อมันมาก่อน ป่วยและตายกันมาก เกิดอาการตื่นตระหนกและสติแตกของสังคมด้วยความหวาดกลัวต่อไวรัสตัวนี้ (panic) กลายเป็นผลกระทบทางสังคมจิตวิทยาที่รุนแรงอีกลูกคลื่นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย อันที่จริงคลื่นของความตื่นกลัวแบบนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ จะมากหรือน้อยย่อมแตกต่างกันไปตามพื้นความรู้ความเข้าใจ กระแสวัฒนธรรมความเชื่อ และวิถีในการจัดการปัญหาของแต่ละสังคม
สำหรับประเทศไทยนั้น การระบาดของโรคยังคงอยู่ในระยะที่ 2 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ ได้เตรียมมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อยันไว้ไม่ให้เข้าสู่ระยะที่ 3 หรือชะลอให้เข้าได้ช้าที่สุด
ทันทีที่องค์การอนามัยโลกประกาศการระบาดใหญ่ทั่วโลก ในวันรุ่งขึ้น (12 มี.ค. 2020) ประเทศจีนก็ได้ประกาศว่าการระบาดของโควิดไวรัสในประเทศจีนได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังลดระดับลงสู่ภาวะที่ควบคุมได้ โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงแค่ไม่กี่คนต่อวัน
รวมความแล้ว การระบาดในประเทศจีนเกิดขึ้นจากกลางเดือนธันวาคม 2019 ถึงกลางเดือนมีนาคม 2020 รวมระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งถ้านำแบบแผนการระบาดในประเทศจีนมาเป็นตัวเทียบเคียง เราอาจทำนายอย่างคร่าวๆ ได้ว่าการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่เริ่มต้นในเดือนมีนาคม (ตามที่ WHO ประกาศ) ก็อาจจะไปสิ้นสุดในราวเดือนมิถุนายน
แต่เราจะคิดเอาง่ายๆ แบบนี้ก็ไม่ได้เสียทีเดียว ต้องนำปัจจัยตัวแปรด้านการบริหารจัดการที่เฉียบขาดและมีประสิทธิภาพสูงของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งพลังความร่วมไม้ร่วมมือของชาวจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาบวกลบคูณหารเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย เพราะประเทศอื่นทั่วโลกเขาไม่ได้มี-ไม่ได้เป็นแบบจีน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สถานการณ์โคโรนาไวรัสทั่วโลกไม่รู้ว่าจะยุติลงเมื่อไร ที่แน่นอนคือการเดินทางท่องเที่ยวและกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งการกีฬา การติดต่อซื้อขายและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อันเป็นชีพจรเศรษฐกิจของทุกประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ มีอันต้องสะดุดหยุดกึกลงแบบฉบับพลัน เนื่องมาจากทุกประเทศต้องงัดเอามาตรการการเฝ้าระวัง การตรวจคัดกรองและการกักกันโรคอย่างเข้มงวดตามกติกาองค์การอนามัยโลก (2005) มาบังคับใช้
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินผลกระทบความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาว่าจะอยู่ระหว่าง 77,000–347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.1-0.4% ของจีดีพีโลก ซึ่งระดับความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่แน่นอน
ทั้งนี้ หากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงในระดับปานกลางโดยมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคระบาด อย่างเช่นการจำกัดการเดินทางติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน
อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกราว 156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของจีดีพีโลก
ด้านเศรษฐกิจจีนเองนั้นจะได้รับความเสียหายราว 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.8% ของจีดีพีจีน ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชียจะอยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.2% ของจีดีพีประเทศเหล่านั้น
สำหรับประเทศไทย เอดีบีคาดว่าจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.11% ของจีดีพีไทย ในเรื่องนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2563 มีทั้งผลทางตรงและทางอ้อม การลดการจ้างงาน-ปิดกิจการ ซ้ำเติมประเด็นด้านกำลังซื้อของครัวเรือนที่เปราะบางจากหลายปัจจัยลบอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีภัยแล้งที่รุนแรงเติมเข้ามาอีกด้วย
กกร.จึงทบทวนประมาณการเศรษฐกิจในปี 2563 ภายใต้สมมติฐานที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในจีนและนอกจีนผ่านจุดสูงสุดได้ภายในกลางปีนี้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2563 จะอยู่ที่ 1.5-2.0% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.0-2.5% ขณะที่ยังคงประมาณการการส่งออกและเงินเฟ้อไว้ตามเดิม
นี่เป็นลูกคลื่นอีกระลอกหนึ่งที่กำลังจะปรากฏตัว ทั้งใหญ่ ทั้งรุนแรงและอาจลากยาวข้ามปี อาจยังมาซึ่งภาวะความยากจน อดอยากหิวโหยและความฝืดเคืองของเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน.



