คอลัมนิสต์

"พระสุริยัน" อลังการงานสร้าง

"พระสุริยัน" อลังการงานสร้าง

15 มี.ค. 2563

"พระสุริยัน" อลังการงานสร้าง คอลัมน์...  เกาะขอบรั้วสภา 

 

 

          แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมของรัฐสภา แต่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ปิดเทอมตามไปด้วย เพราะภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะกรรมาธิการวิสามัญแต่ละคณะยังแน่นเหมือนเดิม

 

 

          อย่างวันก่อนประธานสภาไปตรวจดูการก่อสร้างห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ “ห้องพระสุริยัน” ภาพรวมต้องถือว่ามีความคืบหน้าไปพอสมควร ระบบเครื่องและการลงคะแนนใกล้สมบูรณ์ 100% เหลือแต่เพียงรายละเอียดอีกเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ ในระหว่างการไปตรวจงาน ประธานสภาได้ทดลองกดปุ่มเพื่อทดสอบระบบเสียงภายในห้องประชุม และปุ่มให้สัญญาณเปิดและปิดประชุม ปรากฏว่าประธานสภาพูดทีเล่นทีจริงกับผู้สื่อข่าวว่า “เหมือนเสียงจะดังไปหน่อย”


          สำหรับห้องประชุมสภา มีที่นั่งจำนวน 1,209 ที่นั่ง โดยแบ่งออกเป็นที่นั่งสำหรับ ส.ส. จำนวน 800 ที่นั่ง และส่วนของคณะรัฐมนตรี 59 ที่นั่ง ส่วนชั้นลอยซึ่งเป็นที่สำหรับประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมสภา อีก 350 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ส.ส.ยังสามารถเสริมเพิ่มได้อีก


          ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในห้องพระสุริยันมีความหรูหราและยิ่งใหญ่สมกับชื่อจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามไป คือ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่จะตามมาอย่างมหาศาล โดยในประเด็นนี้ เลขาธิการสภาเปิดเผยว่าเมื่อใช้เต็มรูปแบบสภาต้องมีค่าใช่จ่ายในเรื่องไฟฟ้าประมาณ 400 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ทำให้สภาต้องหาแนวทางในหารายได้เพิ่มเติม เช่น การเก็บค่าเข้าชม หรือการจัดให้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานต่างๆ อย่างการจัดสัมมนาหรืองานแต่งงาน แต่ทั้งหมดคงต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน




          ข่าวคราวแวดวงงานสภาที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การตื่นตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุดทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างประกาศชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการจะงดเดินทางไปต่างประเทศในช่วงของการแพร่ระบาด เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งประธานสภา ระบุว่า “อาจถูกใจไม่ถูกใจบ้าง งบประมาณส่วนที่ไม่ได้ต่างประเทศก็ต้องส่งคืนคลัง จะเอาเงินไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามระเบียบ ผมเชื่อในเรื่องความสามารถและบุคลากรของสาธารณสุขของไทยว่าระบบของเราดีกว่าหลายประเทศ และผมแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตามที่กระทรวงแนะนำดีที่สุด เพราะมีมาตรฐานสูง แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน"


          อีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มมีความชัดเจนแล้วเห็นจะเป็นพรรคใหม่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย ส.ส. 55 คน ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล พร้อมกับตั้งให้พิธาว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่เป็นประธาน ส.ส.ชั่วคราวไปก่อน เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวเรือในการกำหนดทิศทางการทำงานในระยะนี้จนกว่าการสมัครสมาชิกพรรคจะสมบูรณ์


          อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ต้องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ สัดส่วนประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาของพรรค ซึ่งจะต้องลดลงตามจำนวน ส.ส.ที่ลดลงเหลือ 55 คน เมื่อคิดจากตัวเลข 55 คนแล้ว โควตาประธานคณะกรรมาธิการสามัญของพรรคจะเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น


          ในเรื่องนี้เมื่อมีการจัดรูปพรรคก้าวไกลเสร็จแล้วจะมีประสานงานกับวิปฝ่ายค้านเพื่อขอให้ประธานคณะกรรมาธิการจำนวน 4 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้วจะเป็นอย่างที่พรรคก้าวไกลหวังหรือไม่ เพราะฝ่ายวิปรัฐบาลเองก็จ้องจะเสนอให้เขย่าตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทั้งสภาใหม่ทั้งหมด ไม่ต่างอะไรกับการปรับคณะรัฐมนตรี