พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะประธาน ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ ยืนยันว่า ส.ส. 65 คนของอดีตพรรคอนาคตใหม่ เข้าสังกัดพรรคก้าวไกล 55 คน


          โดยทั้ง 55 คนจะสืบทอดอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมดคือ ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ

 

 

 

ก้าวไกล "นอมินี" ใคร

 

 

          หากลองวิเคราะห์และถอดรหัสคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของพรรคอนาคตใหม่ ในสองช่วงเวลา จะเห็นนัยสำคัญแฝงเร้นอยู่


          ช่วงแรก ธนาธร เขียนเฟซบุ๊กถึง ส.ส.ของอนาคตใหม่ ให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ด้วยประโยคดังต่อไปนี้


          ผมขอฝากเพื่อน ส.ส. ที่เคยทำงานด้วยกันว่า คุณต้องทำมากกว่านั้น ต้องยืนยันหลักการ ต่อสู้ร่วมกับประชาชน สนับสนุนพวกเขา


          อย่าให้ตำแหน่งที่คุณมีกลายเป็นโซ่ตรวน เป็นพันธนาการของตัวเอง จงใช้มันเพื่อรับใช้มวลชน


          ส่วนตัวผมเอง ขอทำหน้าที่การรณรงค์ทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางสังคมนอกสภา ต่อสู้และต่อต้านระบอบรัฐประหารร่วมกับประชาชนให้ถึงที่สุด รณรงค์สนับสนุนพวกคุณ และเมื่อวันหนึ่งหากคุณได้เป็นรัฐบาล ผมหวังว่าคุณจะใช้อำนาจที่พี่น้องประชาชนให้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ผลักดันวาระก้าวหน้า และสร้างฝันของเราให้เป็นจริง

 

 

ก้าวไกล "นอมินี" ใคร

 


          ธนาธร ยังบอกด้วยว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาของนิสิต นักศึกษาและประชาชน ดังนั้น ส.ส.ต้องไม่ทรยศต่อประชาชน


          การที่ ธนาธร ประกาศไม่สามารถตามไปบ้านใหม่ คือพรรคก้าวไกลได้ แต่จะทำงานการเมืองระดับท้องถิ่น และเคลื่อนไหวนอกสภาแทน


          ย่อมแสดงให้เห็นว่า ธนาธร ไม่ทิ้งการเมือง ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ร่วมกับกรรมการบริหารคนอื่นๆ รวม 15 คน เช่นนี้แล้วจะให้ตีความการกระทำของ ธนาธร ว่าอย่างไร


          ยังไม่พอ เพราะธนาธรยังโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมกับแนะนำหนังสือที่เขาเขียนคำนิยมให้ในหนังสือแปลเล่มนี้




          วันนี้ผมจึงขอแนะนำหนังสือชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ “จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาและเขียนงานจำนวนมากเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง โดยผมถือว่าหากเราอยากอ่านหนังสือสักเล่ม หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นหนังสือเล่มแรกในรายการหนังสือบังคับอ่านของวิชา “ต่อสู้เผด็จการ101” สำหรับผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกที่ยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการและอยากเปลี่ยนแปลงสังคมตนเอง

 

 

ก้าวไกล "นอมินี" ใคร

 


          ธนาธร ยังยึดมั่นในการที่จะต่อสู้โค่นล้มรัฐบาล ที่เขาเรียกว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ สืบทอดอำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย


          ไล่เลี่ยกัน พิธา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัวเอาไว้ว่า


          สานต่อภารกิจ "อนาคตใหม่"


          ก้าวต่อไปยัง “สู้เหมือนเดิม"


          อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพวกเรา ส.ส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการทำงานของ "พรรคใหม่" ที่เราจะก้าวไปด้วยกัน ซึ่งจะมีการแถลงข่าวให้ทราบอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคมนี้


          ผมในฐานะตัวแทนของ ส.ส. ที่กำลังจะไป “พรรคใหม่” ด้วยกัน ขอยืนยันอีกครั้งตรงนี้ว่า ภารกิจของพวกเรา คือ "สานต่อภารกิจอนาคตใหม่"

 

 

ก้าวไกล "นอมินี" ใคร

 


          "ด้านนโยบาย" ทั้ง 12 นโยบายนั้น ยังเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างให้สำเร็จ


          ไม่ว่าจะยุติระบบราชการรวมศูนย์, สร้างสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร, ปฏิรูปกองทัพ, ปฏิวัติการศึกษา, ทลายเศรษฐกิจผูกขาด, ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน, เกษตรก้าวหน้า, เศรษฐกิจดิจิทัล, เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต, โอบรับความหลากหลาย, สิ่งแวดล้อมยั่งยืน


          และ "ปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน"


          การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อทำให้คนไทยเท่าเทียมกันและประเทศไทยเท่าทันโลก ยังเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของพวกเรา ซึ่งจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อพวกเรา “อ่อนน้อม” ต่อประชาชน และ “ยืนตัวตรง” ต่ออำนาจอยุติธรรมที่กดทับสังคมไทยเอาไว้


          ก้าวต่อไป "พรรคใหม่" ยัง “สู้เหมือนเดิม"


          ความสอดคล้องต้องกันของ ธนาธร และพิธา ทั้งในแง่คิด อุดมการณ์ และการสานงานต่อของพรรคก้าวไกล ก็คือเนื้อเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ แตกต่างแค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น


          และล่าสุดทั้ง พิธา และธนาธร ไปปรากฏตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่อาคารมณียา จุดที่ ธนาธร เคยประกาศเอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเขาให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง ที่ต่อมากลายเป็นจุดตายนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่


          พรรคอนาคตใหม่ได้นำคำพูดของธนาธร และพิธา มาลงเฟซบุ๊กของพรรค และลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของธนาธร โดยระบุหัวข้อว่า


          “อุดมการณ์เดียวกัน แค่เดินคนละเส้นทาง”


          ชัดเจนว่า วันนี้ การยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ธนาธรพูดตลอดว่า อนาคตใหม่มี ส.ส. 81 คน มีผู้สนับสนุน 6.3 ล้านเสียง แต่ถูกยุบเพราะคน 7 คน เป็นการพูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นองค์กรอิสระด้วยการเปรียบเทียบตัวเลขจำนวนคน แต่ไม่ได้อธิบายถึงอำนาจหน้าที่


          อย่างไรก็ตาม ธนาธร ได้ย้ำที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า “ในตอนนี้ผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใดๆ แล้ว ทำให้ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายอีกต่อไป แต่ด้านดีคือ ในขณะเดียวกันผมก็ได้ถูกปลดปล่อยจากกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดต่างๆ ของการเป็นพรรคการเมือง ตอนนี้ผมเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น"


          ธนาธร ประกาศทำการเมืองนอกสภาด้วย 3 ภารกิจ ดังนี้ 1.การเลือกตั้งท้องถิ่น 2.เคลื่อนไหวนอกสภา 3.สร้างเครือข่าย 77 จังหวัด


          โดยภารกิจแรกคือ สร้างการเมืองใหม่ให้กับการเมืองท้องถิ่น ภารกิจที่สองคือทำในสิ่งที่ธนาธร และอนาคตใหม่ถนัดคือ เปิดปฏิบัติการไอโอ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ ออนแอร์ และออนกราวน์ และภารกิจสุดท้ายคือ ปลุกประชาชนลุกขึ้นมาสู้กับพลังของทหาร


          จะเห็นได้ว่าความเคลื่อนไหวผ่านแนวคิดของ ธนาธร และพิธา ในสองสามวันก่อนจะเปิดตัวพรรคก้าวไกล นั้นเป็นแนวคิดที่ยึดติดชนิดแยกไม่ออกระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกล ทั้งตัวตนคนนำและแนวทาง


          และในวันที่ พิธา ประกาศเป็นผู้นำก้าวไกล สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เดินตามทางของอนาคตใหม่ที่ได้ทำเอาไว้แล้วด้วยการสานต่อภารกิจให้จบสิ้น


          เมื่อก้าวไกล ประกาศสานต่อภารกิจของอนาคตใหม่ จึงไม่ต้องมีคำถามว่า ทั้งสองพรรคคือพรรคเดียวกันหรือไม่ แต่ที่คนถามมากที่สุดคือ พิธา และก้าวไกล จะเอาเงินมาจากไหนในการลงทุนทางการเมืองให้แก่พรรคตั้งใหม่


          พิธา คือตัวตนของพิธา หรือแค่ตัวแสดงแทนธนาธร เท่านั้น ในวันที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศจัดขึ้น ก็เป็นเพียงการ "จัดฉาก” สร้างภาพให้ พิธา และธนาธร ของกลุ่มคนข่าวต่างประเทศที่นิยมในแนวคิดเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับอนาคตใหม่


          เพราะเชื่อได้เลยว่า พรรคก้าวไกล จะไม่มีทางประสบความสำเร็จทั้งในทางการทำงานในสภา และจำนวนตัวเลข ส.ส. เนื่องจาก ส.ส. 55 คน ที่ย้ายมาสังกัด ทุกคนล้วนแต่ได้รับเลือกตั้งเพราะปัจจัยแค่ 2 อย่างคือ


          ตัวธนาธร และพรรคอนาคตใหม่


          ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนเขาเลือกธนาธร คนเขาเลือกอนาคตใหม่ เพราะทั้งตัวธนาธรและอนาคตใหม่นี้แยกกันไม่ออก


          ต่อมาเมื่อไม่มีธนาธร และไม่มีอนาคตใหม่แล้ว มีเพียง พิธากับก้าวไกล น่าจะยังไม่ถึงขั้นที่คนจะเชื่อคนจะศรัทธาในตัวพิธาและพรรคก้าวไกล เหมือนธนาธรกับอนาคตใหม่


          มีอยู่หนทางเดียวที่จะให้คน 6.3 ล้านคนยังไปลงคะแนนให้แก่พิธา และพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คือให้คนเข้าใจว่า พิธา คือ ธนาธร และก้าวไกล ก็คือ อนาคตใหม่


          เพียงแต่ทำการเมืองแบบ “อุดมการณ์เดียวกัน แค่เดินคนละเส้นทาง" เหมือนที่ประกาศเอาไว้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ เท่านั้น


          การตั้ง "นอมินี” ในทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตเราได้เห็น ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคไทยรักไทย พลังประชารัฐ (สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์) และเพื่อไทย (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มาแล้ว


          จึงไม่แปลกเลยหาก ก้าวไกล จะเป็น "นอมินี” ของ อนาคตใหม่ และพิธา จะเป็นร่างทรงของ ธนาธร