อีกไม่กี่อึดใจ การเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 ด้านหนึ่งของการอภิปรายครั้งนี้อาจจะดูแหวกม่านประเพณีไปพอสมควร กล่าวคือ ปกติแล้วการอภิปรายจะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทำงานครบ 1 ปี แต่ครั้งนี้เป็นสถานการณ์พิเศษที่ฝ่ายค้านไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปหนึ่งปีฟรีๆ จึงทำให้ต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อรบกับรัฐบาลในสภา

 

 

          การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมมีขาประจำอย่างพรรคเพื่อไทยเป็นหัวหอก แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ การลงสนามอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.ใหม่ทั้งพรรค แม้เวลานี้พรรคอนาคตใหม่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าคดียุบพรรคในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะมีผลออกมาอย่างไร แต่ ณ ตอนนี้ขอทำงานทางการเมืองอย่างดีที่สุดเป็นสำคัญ


          ทำวิจัยเล็กก่อนอภิปราย
          ในโอกาสนี้ทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ มีจังหวะเข้าไปสนทนากับดาวดวงใหม่ อย่าง ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยฝากผลงานมาแล้วจากการเป็นแม่ทัพคนสำคัญในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงกลาโหมด้วยลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้เขากำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดาวสภาในอีกไม่ช้า


          วิโรจน์ เริ่มต้นการสนทนาด้วยยอมรับว่า “เราพึงพอใจกับการทำงานของพรรคอนาคตใหม่มากน้อยแค่ไหน ยอมรับว่าตอบได้ยาก เพราะคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือประชาชนที่ติดตามเราอยู่ แต่สำหรับเราเองแล้วก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามีบางจุดที่ต้องปรับปรุงและถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นมาตลอด เช่น การจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ไม่เข้าใจบางเรื่องหรือไม่มีพื้นฐานในบางเรื่องให้เข้าใจเรื่องที่เราพูดได้ภายใน 15 นาที หรือ 20 นาที”


          “การทำงานทุกครั้งเบื้องต้นจะต้องผ่านการวิจัยย่อมๆ มาก่อน เราใส่ใจกับแนวโน้มทางสังคมและความสนใจของสังคมในประเด็นต่างๆ ว่าคำถามที่ประชาชนสนใจคืออะไร จากนั้นจะไปค้นคว้าหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพราะเราจะอภิปรายเรื่องอะไร เราต้องเข้าใจเรื่องนั้นก่อน จะใช้แต่โวหารอย่างเดียวไม่ได้ และที่สำคัญต้องมีการลำดับเรื่องราวเพื่อให้การเล่าเรื่องมีความเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงกันพร้อมกับใส่ข้อเท็จจริงเข้าไปเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มั่ว”




          ส่วนความสนใจในเรื่องกองทัพที่กลายเป็นประเด็นที่นำมาอภิปรายในสภาหลายครั้งนั้น ‘วิโรจน์’ ระบุว่า “จริงๆ แล้วผมเป็นคนสนใจเรื่องฝุ่นใต้พรมที่ประชาชนควรจะรู้แต่เราไม่รู้ เป็นเรื่องที่เรารู้แล้ว เราจะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการจัดสรรสวัสดิการสังคมได้มากกว่านี้ เนื่องจากพื้นฐานผมเป็นคนเรียนวิศวกรรมและชอบคณิตศาสตร์ เวลาเจอสถานการณ์อะไรจะต้องเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นตัวเลขเชิงปริมาณให้ได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นข้อมูลในเชิงปริมาณไม่ได้ การตัดสินใจในเชิงของความรู้สึกนามธรรมจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดได้”


          “ที่สำคัญการตัดสินใจด้วยความรู้สึกพอต่างคนต่างรู้สึกต่างคนก็ต่างมีอคติก็รบกันทะเลาะกัน ถ้าเรามีตัวเลขสักหน่อยจะเป็นตัวคานอำนาจอคติได้ และจะทำให้การพูดคุยสามารถหาข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันได้ พอเรามีตัวเลขแล้วก็จะรู้ว่าเราควรจะจัดการอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องชนะทั้งหมด เสียงส่วนใหญ่มีน้ำหนักในการตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องที่ถูก แต่เสียงส่วนน้อยก็มีสิทธิพูดในประเด็นที่มีความห่วงใย ดังนั้นหากสามารถประเมินในเชิงปริมาณได้เสียงส่วนใหญ่จะหามาตรการเยียวยาหรือป้องกันที่คลายความกังวลของเสียงส่วนน้อย เช่นนี้สังคมก็ไปด้วยกันได้”


          “ในภาพลักษณ์ที่อาจมองผมว่าเป็นคนหัวแข็งก้าวร้าวแต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนประนีประนอมมากนะครับ ทุกคนต้องการให้ประเทศก้าวหน้าอันเป็นจุดหมายเดียวกัน เช่น ถ้าเราอยากจะไปเชียงใหม่ด้วยกันก็สามารถขึ้นรถทัวร์ไปด้วยกัน แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ยังไปถึงนะ ทว่า ณ วันนี้เรามัวแต่ทะเลาะกันแล้วไม่ยอมขึ้นรถทัวร์ ทั้งๆ ที่ทุกคนอยากจะไปเชียงใหม่เหมือนกัน วันนี้ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว มันจะไปต่อกันได้เหรอแบบนี้”


          ถ่อมตัวยังไม่แจ้งเกิดการเมือง
          กับตำแหน่งดาวสภาและการแจ้งเกิดทางการเมือง วิโรจน์ รีบปฏิเสธทันทีว่าตัวเองยังห่างไกลกับคำว่าการแจ้งเกิดทางการเมือง เพราะยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่อย่างสร้างสรรค์
  

          “ยังหรอกครับ ยังอีกยาวไกลเลย แต่สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังสร้าง คือการสร้างมาตรฐานในการอภิปรายด้วยเนื้อหาและฉายภาพให้คนเข้าใจในสิ่งที่เราพูดจริงๆ และจี้ในประเด็นที่สำคัญและต้องมีการให้ข้อเสนอแนะและถอดบทเรียนจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์”
   

          “จริงๆ คือ 1.สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำ คือเราไม่ได้มองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นพิธีกรรมที่เราจะต้องทำในฐานะฝ่ายค้าน แต่เบื้องต้นเราต้องหาข้อมูลว่ารัฐบาลได้กระทำอะไรที่เราไม่อาจไว้วางใจเขาได้ เรื่องนี้สำคัญนะครับ เราไม่ได้ตั้งธงว่าจะต้องไปต่อว่ารัฐบาลแต่เราต้องถามก่อนว่าเรามีเนื้อหาหรือหลักฐานอะไรที่ทำให้เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าไว้วางใจหรือเปล่า ทุกคนก็ต้องทำการบ้าน ถ้าไม่ทำการบ้าน ไม่พบเนื้อหาใดๆ ประเด็นนั้นเราจะไม่อภิปราย เราตอบไม่ได้หรอกว่าเราจะตรวจสอบได้ 100% แต่เรามีกระบวนการในการตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูลหลายแหล่งเพื่อให้เรามีหลักฐานอ้างอิงว่าน่าจะเป็นจริง”


          “ตอนนี้ทุกคนทำการบ้านหนักมากนะครับ เพราะเราไม่ได้ต้องการเอาเอกสารแผ่นเดียวไปนั่งด่ารัฐบาล เราจะไม่ทำอย่างนี้แน่ๆ เราพยายามทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจประกอบไปด้วยสาระและข้อเท็จจริงที่ทำให้ประชาชนได้เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ในเรื่องนี้เขาไม่น่าไว้วางใจอย่างไร” 


          ไม่คิดล้มแต่รัฐบาลต้องรับฟัง
          สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังจะเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ‘วิโรจน์’ ยืนยันว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ต้องการสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ให้แก่สภาแต่เป็นการพยายามทำงานด้วยความสร้างสรรค์มากกว่า และเชื่อว่าสุดท้ายแล้วการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่อาจไปล้มรัฐบาลได้ แต่อย่างน้อยที่สุดการอภิปรายที่เกิดขึ้นจะทำให้รัฐบาลได้รับฟังเสียงของอีกฝ่ายเพื่อไปปรับปรุงการทำงาน


          “ขอเรียกว่าเราพยายามทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะการสร้างมาตรฐานใหม่จะดูเหมือนว่าเป็นการยกตนมากเกินไป อย่างไรก็ตามหลายพรรคการเมืองเวลานี้ก็พยายามสร้างมาตรฐานร่วมกัน เท่าที่ทำงานกับส.ส.ต่างพรรค ยืนยันได้ว่าทุกพรรคพยายามยกมาตรฐานสภาร่วมกันจริงๆ เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคจะมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไป”


          “ส่วนใหญ่รัฐบาลต้องมั่นใจว่าตัวเองมีเสียงมากกว่าอยู่แล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใด หวังลึกๆ ว่าอย่างน้อยรัฐบาลจะได้รู้ตัวบ้าง ถ้าเปิดใจรับฟังในสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่อภิปรายจะได้ไปปรับปรุงรูปแบบการทำงานเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เป็นการเทน้ำมันราดบนกองไฟเหมือนที่ผ่านมา เราหวังทางอ้อมอย่างนี้เช่นกัน เราจะไปหวังล้มรัฐบาล ถ้าพูดเอามันก็คงพูดได้ แต่เราหวังว่าอย่างน้อยๆ รัฐบาลต้องฟังเราบ้างอย่างสร้างสรรค์” วิโรจน์ สรุป