จีนประกาศภาวะฉุกเฉินสูงสุดทั่วประเทศ สกัดโคโรน่าระบาด ยอดเสียชีวิตพุ่ง 56 ราย นักศึกษาไทยในอู่ฮั่นกลัวตายวอนรัฐพากลับ บัวแก้วจ่อถกแผนอพยพส่งซี 130 ช่วย

 

               จีนประกาศภาวะฉุกเฉินสูงสุดทั่วประเทศ 30 มณฑล ยกเว้นทิเบต สกัดไวรัสโคโรนาระบาด ยอดตายพุ่ง 56 ราย ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 2,000 คน นศ.ไทยในอู่ฮั่นขาดอาหาร-กลัวตาย วอนรัฐบาลช่วยกลับบ้าน ด้านกระทรวงต่างประเทศเตรียมถกแผนอพยพ ส่งซี 130 รับคนไทย สธ.ชี้รพ.ศรีสะเกษกักผู้ต้องสงสัยหายห่วง ระบุพ้นระยะฟักตัวของโรค ขณะที่ สพฐ.สั่งทุกร.ร.เฝ้าระวัง พบคนเสี่ยงแจ้งด่วน-ปิดทันที

 

               เมื่อวันที่ 26 มกราคม สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ภูมิภาคระดับมณฑล 30 แห่งของประเทศจีน ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือไวรัสอู่ฮั่น ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับสูงสุดเพื่อยับยั้งการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดดังกล่าว

 

               หลังจากที่เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา มองโกเลียใน หนิงเซี่ย เฮยหลงเจียง จี๋หลิน เหลียวหนิง ซานซี ส่านซี เหอหนาน กานซู่ ชิงไห่ ซินเจียง และไห่หนาน ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับสูงสุดตามภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ

 


               ล่าสุดทางการจีนยืนยันจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา รวมอยู่ที่ 1,975 ราย โดยมีอาการหนักขั้นวิกฤติ 324 ราย ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 56 ราย เมื่อนับถึงวันเสาร์ที่ 25 มกราคม โดยเป็นการเสียชีวิตเพิ่มภายในวันเดียวถึง 15 ราย ซึ่งอยู่นอกอู่ฮั่นและหูเป่ย 4 ราย

 

               พบผู้ป่วยต้องสงสัย 2,684 ราย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 49 ราย ติดเชื้อนอกประเทศจีนแล้วจำนวน 10 ประเทศ หากรวมผู้ป่วยติดเชื้อทั่วโลกมีจำนวนเกิน 2,022 ราย และยังมีรายงานว่าประเทศจีนเริ่มนำยาต้านเอดส์มาลองรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว

 

               อย่างไรก็ตามจากการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับสูงสุดทั่วประเทศของจีนจำนวน 30 มณฑล มีเพียงเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนยังเป็นภูมิภาคเดียวที่ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาในปัจจุบัน

 

               สื่อจีนรายงานด้วยว่ามาตรการห้ามธุรกิจทัวร์จากจีนเดินทางไปประเทศอื่นจะมีผลวันจันทร์ที่ 27 มกราคมนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม หลังจากพบเชื้อแล้วในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา ฯลฯ สำหรับที่เมืองอู่ฮั่น ที่มีประชากร 11 ล้านคน และเมืองโดยรอบที่ปิดระบบขนส่งมวลชนมาหลายวันแล้วจะห้ามรถยนต์ส่วนบุคคลเกือบทุกชนิดวิ่งเข้าใจกลางเมือง

 

               นอกจากนี้ฝ่ายก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่สองแห่งรองรับผู้ป่วยเพิ่ม 2,300 เตียง ยังคงทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อให้ทันใช้งานวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ ขณะที่ฮ่องกงซึ่งพบผู้ติดเชื้อแล้ว 5 คน สั่งระงับเที่ยวบินและรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองอู่ฮั่น สั่งปิดโรงเรียนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ และเริ่มปิดดิสนีย์แลนด์ และโอเชียนพาร์ค ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม โดยไม่มีกำหนด

 

               สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 5 ราย รักษาตัวหายกลับบ้านได้แล้ว 3 ราย ส่วนรายที่ 6 พบที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต้องรอผลแล็บยืนยันอีกครั้ง และยังพบผู้ต้องสงสัยเป็นนักศึกษาวัย 21 ปี ถูกกักกันที่ รพ.ศรีสะเกษ อีก 1 ราย เมื่อคืนวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา

 

               ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีข่าวพบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ รพ.ศรีสะเกษ ว่าได้รับรายงานจากผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 9 ผู้ป่วยรายนี้เป็นนักศึกษาอายุ 21 ปี เดินทางมาจากประเทศจีน มณฑลกวางสี เมืองกุ๋ยหลิน เข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 มกราคม เริ่มป่วยวันที่ 25 มกราคม ด้วยอาการหอบ เหนื่อย มีน้ำมูก มีไข้สูงๆ ต่ำๆ จึงมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลชุมชนและถูกส่งตัวมารักษาตัวที่โรงพยาบาลจังหวัด

               นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้เริ่มป่วยหลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงได้ 16 วัน ซึ่งพ้นจากระยะฟักตัวของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด และเพื่อลดความวิตกกังวลของญาติจึงได้รับตัวไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะนี้อาการดีขึ้น ให้การรักษาตามอาการ โดยแพทย์ผู้รักษาได้ทำความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามได้ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเฝ้าระวังลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ดูแลจนแน่ใจว่าปลอดภัยดี

 

               วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Pasnicha Krutdamrongchai” ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวชาวไทยของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ได้โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาที่เมืองอู่ฮั่น โดยโพสต์ระบุว่า “เราเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ขอแจ้งสถานการณ์จริงของแท้ที่นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้

 

               นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีอาหารเพียงพอ เพราะไม่ได้ซื้ออาหารกักตุนไว้ เนื่องจากได้รับแจ้งเรื่องการปิดเมืองกะทันหันมาก และไม่สามารถออกไปหาซื้อที่ไหนได้ เพราะเดินทางไปไหนไม่ได้ ร้านซูเปอร์ใกล้มหาวิทยาลัยก็ขายหมดเกลี้ยง ไม่มีอะไรเหลือ ตอนนี้เพื่อนนักศึกษาต่างชาติ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เขาได้รับแจ้งว่าทางสถานทูตของเขาได้เตรียมดำเนินการเพื่อจะรับตัวกลับแล้ว เราก็รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยอยู่ ถ้ายังอยู่ต่อไม่รู้ว่าจะอดอาหารตาย หรือติดเชื้อตาย อยากกลับบ้านมาก รอด้วยความหวัง ด้วยความเคารพ”

 

               นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ณัฐวุฒิ เอี่ยมเนตร” ซึ่งเป็นนักศึกษาไทยในเมืองอู่ฮั่นเช่นกัน ได้โพสต์ข้อความแจ้งสถานการณ์เมืองอู่ฮั่นอีกครั้ง ที่ก่อนหน้านี้ได้โพสต์ข้อความและภาพบรรยากาศของเมืองอู่ฮั่นที่เรียกว่าแทบร้าง หลังพบเป็นต้นตอการระบาดของไวรัสโคโรนา ว่า “ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงและขออภัยที่มีแหล่งข่าวจากหลายสำนักขอสัมภาษณ์ แต่ผมไม่ให้สัมภาษณ์นะครับ เพราะมีหลายประเด็นที่ผมไม่ได้รู้ลึก

 

               ซึ่งการให้สัมภาษณ์มันจะเป็นดาบสองคมและจะทำให้หลายคนวิตกกังวลไปไกล ดังนั้นผมขอตอบเป็นประเด็นดังนี้นะครับ 1.คนไทยที่อยู่ที่อู่ฮั่นมีประมาณ 50-60 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา 2.ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยจึงมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เนื่องจากคนไม่พลุกพล่านเพราะเป็นช่วงมหาวิทยาลัยปิดเทอม

 


               3.สถานการณ์ปัจจุบันเมืองอู่ฮั่นเงียบจริงๆ ไม่เปิดตลาดหรือห้างร้าน (อาจเพราะอยู่ในช่วงตรุษจีนด้วยส่วนหนึ่ง) 4.การเดินทางเป็นไปได้ยากเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ใช้ระบบการขนส่งสาธารณะ แต่ปัจจุบันหยุดให้บริการไปแล้ว 5.ประชาชนที่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก หรือจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล สามารถโทรศัพท์ไปที่สำนักงานเขตที่ตนเองอาศัย จะมีรถที่ทางรัฐจัดมารับส่ง

 

               6.ปัจจุบันยังไม่เกิดสภาวะขาดแคลน จึงบอกไม่ได้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป 7.ประชาชนในอู่ฮั่นต่างเก็บตัวอยู่ในบ้านและให้ความร่วมมือรัฐบาลดีมาก ส่วนท่านที่อยากเห็นบรรยากาศข้างนอกนั้นผมคงออกไปถ่ายรูปให้ท่านดูไม่ได้หรอกนะ ผมก็ต้องดูแลตัวเอง และให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลจีน อีกอย่างคือช่วงนี้อากาศหนาวและฝนตกทุกวันอยู่ข้างนอกยิ่งเสี่ยงครับ"

 

               ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ในวันที่ 27 มกราคม เวลาประมาณ 15.00 น. กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสายการบินแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงมาร่วมประชุมหารือในกรอบคณะทำงานศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน (Rapid Response Center – RRC) เพื่อหารือถึงแผนการเผชิญเหตุในการอพยพคนไทยออกจากเมืองอู่ฮั่นจากกรณีเชื้อไวรัสโคโรนาระบาดหนักหากสถานการณ์มีความรุนแรง

 

               โดยในการประชุมจะเชิญผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ที่ประจำอยู่ทุกแห่งในประเทศจีนร่วมประชุมโดยผ่านระบบการสื่อสารผ่านทางไกลหรือเทเลคอนเฟอเรนซ์ด้วย เพื่อสอบถามสถานการณ์ภาพรวมของโรคและจำนวนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น

 

               ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ามีคนไทยอาศัยอยู่ที่เมืองอู่ฮั่นไม่ถึง 100 คน โดยหากคณะทำงานประชุมและสรุปผลว่าสถานการณ์ของโรคในเมืองอู่ฮั่นมีความรุนแรงรัฐบาลไทยอาจจะมอบหมายให้กองทัพนำใช้เครื่องบินทหาร ซี-130 บินเข้าไปรับคนไทยในอู่ฮั่นกลับประเทศไทยทันทีเนื่องจากขณะนี้การบินไทยซึ่งเป็นสายการบินพาณิชย์ไม่สามารถทำการบินได้ เพราะรัฐบาลจีนสั่งปิดสนามบินอู่ฮั่น

 

               ด้าน ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามคำสั่งด่วนที่สุดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยหนังสือฉบับนี้แจ้งไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต

 

               เนื่องจากพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดโรคปอดอักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีนและแพร่ขยายเข้าสู่ประเทศไทย โดยเด็กจะเป็นผู้รับเชื้อได้ง่าย เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งเตือนผ่านสื่อให้เฝ้าระวังและติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

 

 

               ทั้งนี้ สพฐ.จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประชาสัมพันธ์ เฝ้าระวังการแพร่ระบาดและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในโรงเรียนตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้ง ดังนี้ วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 1.ดื่มน้ำอุ่น เมื่อรู้สึกกระหายน้ำ 2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม 3.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด 4.สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน 5.ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว

 

               6.หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดสัตว์ และไม่สัมผัสหรืออยู่ใกล้กับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย 7.หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ 8.ห้ามรับประทานของดิบ รับประทานอาหารที่สะอาดปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วน 9.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

 

               และ 10.หากพบนักเรียนมีอาการไข้ขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดยาก ปวดศีรษะและลำตัว มีอาการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีน้ำมูก ให้รีบพาไปพบแพทย์ หรือโทรแจ้งสายกรมควบคุมโรค โทร.1422 หากพบผู้มีภาวะเสี่ยงต่อโรคให้ประสานและส่งต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขทันที และหากมีความจำเป็นต้องปิดโรงเรียนให้อยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน

 

               นอกจากนี้นายสุเทพ พันธ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีน ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตในหลายประเทศ บริษัทจึงได้ยกระดับมาตรการรักษาความสะอาดในการให้บริการเพื่อป้องกันและหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรค เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร

 

               ประกอบด้วย ให้บริการหน้ากากอนามัยแก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ โดยสามารถติดต่อขอรับหน้ากากอนามัยได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานี พร้อมติดตั้งขวดเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้บริการทุกสถานี พร้อมเพิ่มความถี่การทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ หน้าห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร ห้องน้ำ โดยรอบบนชั้นชานชาลา ราวจับและเก้าอี้โดยสารบนขบวนรถไฟฟ้า และห้องควบคุมรถไฟฟ้าทุกขบวน ก่อนออกให้บริการทุกวัน พร้อมพ่นสเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อในตู้โดยสารรถไฟฟ้าเป็นประจำ รวมถึงให้นายสถานีตรวจสอบสุขภาพของพนักงานประจำสถานีก่อนการเริ่มให้บริการ ให้พนักงานทำความสะอาด ฉีดพ่นย่าฆ่าเชื้อทุกคืนหลังเสร็จสิ้นการให้บริการ

 

               ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีข่าวลือต่างๆ ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศไทย ว่าขอคนไทยอย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือที่เกิดขึ้นเนื่องจากเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวได้ จึงอยากขอให้ประชาชนนักท่องเที่ยวออกมาจับจ่ายใช้สอย และท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนตามปกติ

 

 

               ขณะที่มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนจำนวนมากเข้าใช้บริการ อาทิศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามเซ็นเตอร์ ไอคอนสยาม ก็ได้เฝ้าระวังและติดตามข่าวสารการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างใกล้ชิด และได้มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดดังนี้

 

               1.จุดบริการฉุกเฉินในการนำส่งโรงพยาบาลเมื่อตรวจพบหรือมีการร้องขอ 2.เพิ่มการดูแลระบบเครื่องปรับอากาศเป็นกรณีพิเศษเช่นเพิ่มระบบฆ่าเชื้อโรค และการอบโอโซน 3.จัดเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความถี่ในการเช็กทำความสะอาดจุดสัมผัสสาธารณะ อาทิ ปุ่มกดลิฟต์ ที่จับบันไดเลื่อน ที่จับประตูห้องน้ำ ที่จับประตูอาคารทุกจุด เป็นต้น 4.จัดให้มีจุดบริการเจลล้างมือทั่วศูนย์โดยเฉพาะจุดทีมีลูดค้าปริมาณมาก

 

               5.สร้างการตระหนักรู้และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาแก่พนักงานรับทราบ และ 6.ติดตามข้อมูลข่าวสารประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเตรียมความพร้อมเพิ่มระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาภายในศูนย์ต่อไป โดยบริษัทมีคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลรับผิดชอบติดตามการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาโดยเฉพาะ

 

               ต่อมาช่วงบ่ายวันที่ 26 มกราคม กระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์ล่าสุดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศไทย พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจากต่างประเทศ 8 ราย โดยรักษาตัวและกลับบ้านแล้ว 5 ราย อีก 3 รายยังอยู่ในห้องแยกโรคในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อาการดีขึ้นแล้ว รอผลแล็บตรวจยืนยันหากไม่พบเชื้อจึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ ยืนยันทั้งหมดติดเชื้อจากต่างประเทศก่อนเดินทางมาประเทศไทยและยืนยันด้วยว่ายังไม่มีการระบาดหรือเกิดการติดเชื้อในประเทศไทย

 

               ทั้งนี้มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 84 ราย คัดกรองจากสนามบิน 24 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 60 ราย อนุญาตให้กลับบ้านไดเแล้ว 45 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยยังคงรับไว้ในห้องแยกโรค 39 ราย

 

               ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไว้รัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศ ว่ารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับคนไทยอย่างดีที่สุด พร้อมเตรียมแผนการช่วยเหลือคนไทยและนักศึกษาที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนด้วย

 

               ขณะที่ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ. เปิดเผยว่า กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบิน ซี-130 จำนวน 3-4 ลำ พร้อมจัดทีมแพทย์จำนวน 2-3 ชุดปฏิบัติการเดินทางไปช่วยเหลือ หากได้รับมอบหมายจากรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี กับภารกิจในการอพยพคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา

 

               อย่างไรก็ตามขณะนี้ต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการต่างประเทศในการสำรวจยอดจำนวนคนไทย ซึ่งกองทัพอากาศได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพราะจะต้องดูแลคนไทยให้ได้รับความปลอดภัยให้เร็วที่สุด