ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศด้านต่างๆ จะประกาศออกมาบังคับใช้ได้เมื่อใด เห็นทีต้องลุ้นกันตัวโก่งอีกระลอก

 

 

          จากเดิมเป็นที่รับรู้กัน งบประมาณปี 63 มีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่ากำหนดมาก่อนแล้ว อันเนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา กว่าจะได้ ส.ส. ตั้งรัฐบาล แถลงนโยบายรัฐบาล ลากกันมาถึงมิถุนายน 2562 จึงมีการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ 2563 เข้าสภาพิจารณา เรียกว่าล่วงเลยเกินกรอบเวลาปฏิทินงบประมาณ


          ผ่านมาสี่เดือน รัฐบาลต้องหยิบยืมงบประมาณของปี 62 มาใช้จ่ายบริหารประเทศกันอยู่เลย


          รัฐบาลอาจต้องหยิบยืมใช้งบปี 62 ลากยาวออกไปอีก เมื่อ "สายสืบตาดี” อย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจพบ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ถึงสองราย กระทำการเสียบบัตรแทนกันระหว่างการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระสาม


          ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสภา รายหนึ่งเป็นชายปรากฏตัวในงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการลงมติ รายที่สองเป็นสุภาพสตรีแบ่งร่างไปโผล่เมืองจีน โดยเป็นห้วงเวลาลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเช่นเดียวกัน


          ข้อมูลหลักฐานถูกตอกย้ำ เมื่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภา สั่งให้เลขาธิการสภาตรวจสอบ ซึ่งรายงานมาแล้วว่ามีการเสียบบัตรแทนกันจริง คราวนี้จากเรื่องเล็กบานปลายเป็นเรื่องใหญ่สิครับ


          การนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องมีการตรวจสอบครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อย โดยเฉพาะร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดินเสียด้วย อีกทั้งเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเข้ามาอีกว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน ย่อมทำให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

 


 


          …สถิตย์ ธรรม… จำความได้ว่า ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ปรากฏพบการเสียบบัตรแทนกันในการพิจารณาร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จนมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้มีอันตกไป ย้อนกลับไปอีกเคยมีการเอาผิดคนกระทำการเสียบบัตรแทนกันกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ถูกร้องผ่าน ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


          เหตุการณ์คราวก่อนกำลังตามมาหลอกหลอนในรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ เพราะในเมื่อมีการลงมติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องมีการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งล่าสุด วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล เตรียมเสนอให้ประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย


          เป็นประการฉะนี้ จึงเกิดคำถามชวนลุ้นระทึก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะมีอันเป็นโมฆะหรือไม่ ในเมื่อเคยมีแนวคำวินิจฉัยจากอดีต


          แต่ช้าก่อนมือกฎหมายเตรียมหาทางออกรับมือกันไว้แล้ว ไม่ว่าเป็นเนติบริกร วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจกแจงว่าเป็นเคสแตกต่างกัน หรือแม้แต่มือตรวจสอบนอกสภาอย่าง นิพิฏฐ์ เสนอว่า พรรคภูมิใจไทยต้องยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย


          การตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกายในทีนี้คือ ส.ส.ภูมิใจไทยทั้งสองรายต้องยอมสารภาพไม่ได้ลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณมาตราใดบ้าง เพื่อเปิดทางสะดวกในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด


          แต่การยอมสารภาพ ไม่ต่างกับ “กระทำความผิดสำเร็จ” ทำให้ทั้งสองต้องเผชิญดาบสองตามมานั่นคือ ความผิดส่วนตน ซึ่งจะถูกดำเนินคดีอาญา ก็ว่ากันไป ขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภท. ออกมาประกาศแล้ว ส.ส.ต้องให้ความสำคัญกับสภา


          เมื่อกระทำการผิดข้อบังคับ สร้างความเสื่อมเสียต่อสภา ก็ต้องมีการหวดกันบ้าง โดยพรรคได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ส่วนโทษจะเป็นระดับไหน ตั้งแต่ตักเตือนจนขับออกจากสมาชิกพรรค นี่ล่ะเป็นเรื่องต้องวัดใจพรรคภูมิใจไทยจะลงโทษหรือไม่


          ดูจะเป็นแนวทางที่ "นิพิฏฐ์” ลุ้นให้เป็นแบบนั้นเสียด้วย ในเมื่อ ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน คือส.ส.จากจังหวัดพัทลุง พื้นที่เดียวกันที่ทำให้ นิพิฏฐ์ ต้องพ่ายแพ้ไม่สามารถเข้ามานั่งในสภา นั่นคือการหวังผลทางการเมือง ตามสไตล์พวกกัดไม่ปล่อย


          แต่ที่ชัวร์สุด งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะออกมาบังคับใช้เมื่อไรถูกยืดเยื้อออกไปแล้ว