เรื่องฉาว สตช.โผล่อีก โครงการเรือตรวจการณ์ สตม.จัดซื้อ 27 ลำ ผลาญงบ 348 ล้าน ชี้ไร้ประโยชน์ ส่งมอบตม.จังหวัด จอดไว้โรงเก็บ ไม่ได้ลงน้ำลาดตระเวนแนวชายแดน สงสัยทับซ้อนตำรวจน้ำหน่วยงานหลัก ส่อเค้าทุจริต

 

               จากกรณีโครงการอื้อฉาวจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอเมทริกซ์ซึ่งถูกแฉพิรุธส่วนต่างว่าแพงเกินจริง ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจมีการทุจจริต ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยผู้ลงนามเซ็นอนุมัติโครงการเป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

 

               ใช้งบประมาณในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท แต่คู่สัญญากับบริษัทเอกชนกลับเป็นสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สกบ.) ที่มี พล.ต.ท.ติณภัทร ภุมรินทร์ เป็น ผบช.สกบ.

 

               โดยเรื่องดังกล่าวถูกนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ นำเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ จนเป็นปมร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น

 

              ล่าสุดวันที่ 16 มกราคม มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวโผล่อีก โดยเรื่องนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับสตม. ซึ่งเป็นโครงการเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. โดยใช้งบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านบาทในการจัดซื้อ

 

จัดซื้อ 27 ลำ หมดงบกว่า 300 ล. จอดโชว์โรงเก็บ

 

               แต่เรือดังกล่าวกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในโครงการดังกล่าว เนื่องจากมี ตม.จังหวัดหลายแห่งที่รับมอบเรือไปแล้วนำไปจอดไว้บนบกที่โรงเก็บ ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์

 

               บางแห่งไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.ขับเรือเป็น ขณะเดียวกันยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติหน้าที่ทางน้ำ ตรวจการณ์ ลาดตระเวน ฯลฯ และโครงการนี้มีความซ้ำซ้อนกับตำรวจน้ำหรือไม่ หรืออาจจะเป็นการทุจริตเรื่องงบประมาณ

 

               แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยกับสำนักข่าวเครือเนชั่น ว่าโครงการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. จำนวน 27 ลำ ใช้งบประมาณรวม 348,100,500 บาท โดยเรือตรวจการณ์ที่จัดซื้อ เป็นเรือยนต์ 2 ประเภท แบ่งเป็น เรือยนต์ขนาด 21 ฟุต ติดเครื่องยนต์ท้าย 1 เครื่องยนต์ จำนวน 8 ลำ ราคาลำละ 7,437,500 บาท รวม 59,500,000 บาท และเรือยนต์ขนาด 32 ฟุต ติดเครื่องยนต์ท้าย 2 เครื่องยนต์ จำนวน 19 ลำ ราคาลำละ 15,189,500 บาท รวม 288,600,500 บาท รวมมูลค่าในการจัดซื้อเรือยนต์ทั้ง 2 ประเภท ราคา 348,100,500 บาท

 

               สำหรับวัตถุประสงค์ที่อ้างเป็นเหตุผลในการจัดซื้อนั้น เพื่อใช้ตรวจการณ์บริเวณชายแดน เน้นชายแดนด้านที่ติดน้ำ โดยเรือขนาด 21 ฟุต จำนวน 8 ลำ ส่งมอบแล้ว 3 งวด แบ่งเป็น งวดที่ 1 ส่งมอบภายใน 90 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (24 มิถุนายน 2561) จำนวน 2 ลำ โดยมอบให้ ตม.จังหวัดมุกดาหาร และ ตม.จังหวัดอุบลราชธานี

 

               ส่วนงวดที่ 2 จำนวน 3 ลำ ส่งมอบภายใน 150 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (23 สิงหาคม 2561) ส่งมอบให้แก่ ตม.จังหวัดสตูล ตม.จังหวัดฉะเชิงเทรา และตม.จังหวัดหนองคาย สำหรับงวดที่ 3 จำนวน 3 ลำ ส่งมอบภายใน 180 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (22 กันยายน 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดนครพนม ตม.จังหวัดบึงกาฬ และด่าน ตม.ท่าเรือกรุงเทพฯ

 

               ขณะที่เรือยนต์ขนาด 32 ฟุต จำนวน 19 ลำ มีการทยอยส่งมอบเป็น 5 งวด โดยงวดที่ 1 จำนวน 2 ลำ ส่งมอบภายใน 90 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (24 มิถุนายน 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดนครศรีธรรมราช และตม.จังหวัดตรัง ส่วนงวดที่ 2 จำนวน 4 ลำ ส่งมอบภายใน 150 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (23 สิงหาคม 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดสตูล ตม.จังหวัดตราด ตม.จังหวัดสมุทรสาคร และตม.จังหวัดสมุทรปราการ

 

               งวดที่ 3 จำนวน 4 ลำ ส่งมอบภายใน 220 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (22 ตุลาคม 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดภูเก็ต ตม.จังหวัดสงขลา จำนวน 2 ลำ และตม.จังหวัดกระบี่ สำหรับงวดที่ 4 จำนวน 4 ลำ ส่งมอบภายใน 270 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (21 ธันวาคม 2561) ส่งมอบให้ด่าน ตม.เชียงแสน ตม.จังหวัดระนอง ตม.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตม.จังหวัดชุมพร

 

               โดยงวดที่ 5 จำนวน 5 ลำ ส่งมอบภายใน 360 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (21 มีนาคม 2562) ซึ่งส่งมอบให้ ตม.จังหวัดจันทบุรี ตม.จังหวัดระยอง ตม.จังหวัดชลบุรี ตม.จังหวัดปัตตานี และตม.จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

               แหล่งข่าวคนเดิมบอกอีกว่า การจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ให้หน่วยงานอย่าง สตม. ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมและตรงตามภารกิจจริงหรือไม่ เพราะหากจะอ้างเรื่องการตรวจลำน้ำ หรือผลักดันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทางน้ำ ก็สามารถประสานกับกองบังคับการตำรวจน้ำ ซึ่งมีเรือและยุทโธปกรณ์ครบถ้วนกว่าได้

 

จัดซื้อ 27 ลำ หมดงบกว่า 300 ล. จอดโชว์โรงเก็บ

 

               นอกจากนั้นเฉพาะในลำน้ำโขงยังมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษตามลำแม่น้ำโขง หรือ นปข. คอยลาดตระเวน สอดแนม และดูแลด้านความมั่นคงทุกจังหวัดริมน้ำโขงด้วย

 

               อย่างไรก็ตามเมื่อส่องดูภารกิจของสตม.ซึ่งเขียนไว้ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เขียนเอาไว้กว้างๆ สรุปสาระสำคัญได้ว่า มีหน้าที่ในการตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ใช้เดินทางเข้าออกประเทศ รวมทั้งให้บริการคนต่างด้าวขณะพำนัก

 

               จึงเป็นหน่วยงานมีภารกิจทั้งงานให้บริการในการเดินทางข้ามแดนและการรักษาความมั่นคงของประเทศ สกัดกั้นบุคคลต้องห้ามหรือไม่พึงประสงค์ไม่ให้เดินทางเข้ามาหรือออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้งป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ

 

               ทั้งนี้การจัดซื้อและส่งมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. จนถึงขณะนี้ส่งมอบไปหมดแล้ว โดยจากการตรวจสอบในเว็บไซต์ของตม.จังหวัดต่างๆ พบว่ามีการลงภาพและข่าวการรับมอบเรือกันอย่างคึกคัก

 

               ส่วนใหญ่รับมอบตั้งแต่ปี 2561 เช่น ตม.จังหวัดหนองคาย รับมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ ขนาด 21 ฟุต จำนวน 1 ลำ บริเวณท่าทรายอิทธิศักดิ์ขนส่งหนองคาย ต.กวนวัน อ.เมืองหนองคาย พร้อมทดสอบเรือยนต์ในลำน้ำโขง

 

จัดซื้อ 27 ลำ หมดงบกว่า 300 ล. จอดโชว์โรงเก็บ

 

               ขณะที่เว็บไซต์ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน ได้เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เกี่ยวกับจัดพิธีปล่อยเรือยนต์ตรวจการณ์ลงน้ำ หลังได้รับจัดสรรเรือยนต์ตรวจการณ์จากสตม. โดยภายในงานมี พ.ต.อ.ณัชธฤต ปิ่นปัก ผู้กำกับการ ด่าน ตม.เชียงแสน พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าร่วมพิธี มีการทำพิธีเจิมเรือเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย

 

               ขณะเดียวกันเว็บไซต์ข่าวสดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ก็ได้รายงานข่าว พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ขับเรือยนต์ตรวจการณ์ของตม.จังหวัดอุบลราชธานี บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้า อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบความพร้อมการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการบูรณาการกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่และเสริมสร้างภารกิจด้านความมั่นคงให้มีความเข้มแข็ง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

               นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของสำนักข่าวเครือเนชั่น ยังพบว่า โครงการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ของสตม. ดำเนินการโดย สกบ.ตร. เหมือนกับโครงการไบโอเมทริกซ์ แต่ใช้งบประมาณจากเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บตามด่านตรวจคนเข้าเมืองมาใช้ในการจัดซื้อ ซึ่งเริ่มโครงการในยุค พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร เป็น ผบช.สตม.

 

               โดยเรือยนต์ตรวจการณ์ต่อเสร็จและมีการส่งมอบกันช่วงปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น หรือ “บิ๊กบัว” เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา มานั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการ สตม. ต่อจาก พล.ต.ท.ณัฐธร ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐธร สายตรง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามารับหน้าที่หลังเกิดเหตุวิกฤติลอบวางระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2559 และหลังจากนั้นก็มีการเสนอจัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์

 

               รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงที่มีการส่งมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ไปประจำตามด่าน ตม.ในหลายจังหวัดที่มีพื้นที่ปฏิบัติการทางน้ำ ปรากฏว่า สตม.ไม่มีกำลังพลที่สามารถขับเจ้าเรือยนต์ตรวจการณ์ดังกล่าวได้จนต้องโอนย้ายเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานข้างเคียงที่สามารถขับเรือได้มาเป็นตำรวจ ตม.

 

จัดซื้อ 27 ลำ หมดงบกว่า 300 ล. จอดโชว์โรงเก็บ

 

               รวมทั้งตรวจสอบจังหวัดต่างๆ ริมแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ได้รับการยืนยันว่าแทบไม่เคยเห็นเรือยนต์ตรวจการณ์ของ สตม.ออกปฏิบัติการในลำน้ำ โดยส่วนมากเห็นจอดอยู่บนบก เช่น ในโรงจอดรถของหน่วย จนเกิดคำถามว่ามีการใช้งานคุ้มค่ากับงบประมาณลำละหลายล้านบาท หรือทั้งโครงการที่ใช้งบไปกว่า 348 ล้านบาท หรือไม่

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งวันสำนักข่าวเนชั่นพยายามสอบถามผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่ไม่มีใครสะดวกหรือสามารถให้ข้อมูลและชี้แจงได้ โดยเฉพาะในรายการเก็บตกจากเนชั่นภาคเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ที่เป็นรายการสด ออกอากาศเวลา 15.30 น. ก็ระบุว่าทีมงานพยายามติดต่อเพื่อสอบถามและให้ชี้แจงกรณีการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. รวมทั้งการใช้งานกับ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ก็ติดภารกิจ ไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์

 

               จากนั้นติดต่อไปยัง พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผบช.สตม. ก็แจ้งว่าไม่สะดวกจะให้สัมภาษณ์เช่นกัน กระทั่งติดต่อไปยัง พล.ต.ต.จักรทิพย์ ศตพิมลศักดิ์ ผู้บังคับการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (ผบก.ศท.ตม.) ก็ได้รับคำอธิบายว่า รู้เฉพาะเรื่องรถยนต์สายตรวจอัจฉริยะ ส่วนเรื่องเรือยนต์ตรวจการณ์ไม่รู้ จึงไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงให้ได้

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีที่คนร้ายบุกยิงรถยนต์ส่วนตัวของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต ผบช.สม. ซึ่งเหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา กระทั่งทำให้เรื่องการทุจริตจัดซื้อไบโอเมทริกซ์กลายเป็นปมร้อนขึ้นมา เนื่องจากเจ้าตัวออกมาระบุว่าสาเหตุที่ถูกยิงรถเกิดจากเรื่องนี้ โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

 

               ซึ่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 มกราคม พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. บอกถึงคดีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอด ในเบื้องต้นมีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งสิ้น 145 ปาก รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุพบหัวกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ 1 หัว และในรถยนต์คันเกิดเหตุ 7 หัว

 

               ส่วนรายงานผลพิสูจน์ของพฐ. ทราบผลเบื้องต้นแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในสำนวนการสอบสวน นอกจากนี้ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดจำนวน 134 ตัว และกำลังตรวจสอบเพิ่มเติมอีก

 

               พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันคดีนี้ บช.น.สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเต็มที่ โดยตั้งแต่เกิดเหตุวันแรก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ขณะนั้นไปราชการต่างประเทศ ได้โทรมาสั่งการให้ดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่ง ผบ.ตร. ได้สั่งการอีกหลายเรื่องตามปกติ