royal coronation
21 มกราคม 2563
เจาะประเด็นร้อน

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง

14 มกราคม 2563 - 12:30 น.
วิ่งไล่ลุง,เดินเชียร์ลุง,ม็อบการเมือง
Shares :
เปิดอ่าน 1,032 ครั้ง

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง คอลัมน์...  กระดานความคิด   โดย...  บางนา บางปะกง 

 



          ในทวิตเตอร์มีการเปรียบเทียบมวลชน 2 กลุ่มที่ออกมาทำกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” และ “เดินเชียร์ลุง” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม ทำให้เห็น “ใบหน้า” ของคนสองรุ่น-สองความคิดชัดเจน

อ่านข่าว-เพจตู่ตูน งัด 8 ผลงานเด่น รบ.ประยุทธ์ ดึงสติ คนวิ่งไล่ลุง

 

 

          นับแต่เหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 จนมาถึง พ.ศ.นี้ หลายคนอาจมองว่าการเมืองยังไม่ไปถึงไหน วนเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์ ม็อบล้มรัฐบาล รัฐประหาร และการเลือกตั้ง


          หลังพฤษภา 35 สื่อหลักสมัยโน้นต่างเรียกขานการลุกฮือของมวลชนต่อต้านรัฐบาลสุจินดาว่า “ม็อบมือถือ” หรือ “ม็อบรถเก๋ง” เพราะสังเกตจากผู้ที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง 


          ด้วยเหตุนี้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” จึงเสนอทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” สะท้อนสภาพปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยระหว่างปี 2533-2536 

 

 

 


          ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของเอนก ถูกท้าทายด้วยชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544 


          เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้ไม่มีช่องว่างการรับรู้ข่าวสารของคนกรุงกับคนชนบท รวมถึงคนชนบทที่อพยพเข้าสู่เมืองมีความเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมือง สำนึกคิด และโลกทัศน์ที่มีต่อประชาธิปไตยไม่ต่างจากคนชั้นกลาง


          แต่จุดอ่อนของทักษิณคือการใช้อำนาจในลักษณะระบอบอุปถัมภ์ใหม่และเปิดทางให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ กลายเป็นเชื้อไฟให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” นำไปขยายผลผ่านทีวีดาวเทียม อาวุธลับชนิดใหม่


          “ปรากฏการณ์สนธิ” ในปี 2548-2549 สะท้อนภาพคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองต่างจังหวัดที่ลุกตื่นขึ้นมาต่อต้านระบอบทักษิณ ซึ่งถูกนักวิชาการบางกลุ่มอธิบายว่านี่คือทุนสามานย์ 

 

 

 

 


          “แดงทั้งแผ่นดิน” ปี 2552-2553 เป็นผลพวงแห่งมนตราประชานิยม ที่รัฐบาลทักษิณ ได้ผูกมัดใจคนชนบทไว้ด้วยหลายนโยบาย


          เมื่อทักษิณ ชินวัตร ปลุกให้คนรากหญ้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงก่อให้เกิดการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง 


          ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของแกนนำแดงฮาร์ดคอร์นำไปสู่การถูกล้อมปราบ และความพ่ายแพ้ ที่แกนนำ นปช.ต่างมีบาดแผล มีบ่วงโทษทัณฑ์ติดตัวมาถึงทุกวันนี้ 


          “มวลมหาประชาชน” ปี 2556-2557 เป็นภาคต่อของปรากฏการณ์สนธิ เมื่อคนชั้นกลางในเมืองหลวงและหัวเมืองไม่พอใจการการสืบทอดอำนาจของทักษิณ ผ่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 


          ผลแห่งม็อบ กปปส. ทำให้เกิดรัฐประหาร 2557 โดยคณะนายทหารผู้ยึดอำนาจในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้บริหารประเทศมานานเกือบ 5 ปี จึงมีการเลือกตั้งทั่วไป


          คสช.แตกต่างจาก รสช. เพราะคณะนายทหารที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ มีการเตรียมแผนฟื้นฟู “ประชาธิปไตยแบบไทย” จึงคลอดออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 


          ประชาธิปไตยแบบไทยก่อให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มนักวิชาการหัวก้าวหน้า คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคดิจิทัล


          ไทคูนรุ่นใหม่และนักวิชาการหัวก้าวหน้าจึงจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ชูธงประชาธิปไตยเสรีนิยม และคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช.


          การต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยแบบไทย กับประชาธิปไตยเสรีนิยม พ.ศ.นี้ จึงถูกโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เหมือนจะนำหนังเรื่องเก่ากลับมาฉายใหม่


          น่าจับตาที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่คนรุ่นสงครามเย็น หรือคนเดือนตุลา พวกเขาไม่ยึดติดการเปลี่ยนแปลงตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ของขบวนการสังคมนิยม


          ผู้นำจัดอีเวนท์วิ่งไล่ลุงก็เป็นหนุ่มสาวที่เติบโตมาช่วงม็อบคนเสื้อเหลือง และรัฐประหาร 2549 “ใบหน้าม็อบ” จึงเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองและสังคม 

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ