วิกฤติภัยแล้งปีนี้มาเยือนประเทศไทยเร็วกว่าที่คิด แต่สิ่งที่น่าห่วงคือภัยแล้งในครั้งนี้คาดการณ์กันว่าจะหนักหนาสาหัสในรอบ 40 ปี โดยผลพวงมาจากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาภัยแล้งยากต่อการรับมือ “คมชัดลึก” เปิดบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ที่วิเคราะห์สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยพร้อมแนะนำวิธีการรับมือหากสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นวิกฤติ

 

 

          0 ภัยแล้งตอนนี้ประเมินความรุนแรงขนาดไหน
          เรามาว่ากันที่เรื่องของธรรมชาติให้มาก่อนว่าเป็นยังไง หมายถึงว่าถ้าเราดูระดับของความรุนแรง เราก็ดูจากฝน จากอุณหภูมิ ที่ปีที่แล้วมันเป็นยังไง ดูฝน ดูอุณหภูมิ ถ้าฝนยังเป็นบวก และน้ำที่ระเหิดเป็นลบ เอามาลบกันแล้วเราก็ติดลบตลอดเลยทุกเดือนที่ผ่านมาเลย เราติดลบ


          ทีนี้เราก็มาดูว่า เอ๊ะถ้าเป็นอย่างแนวโน้มเราก็รู้สถานการณ์แล้วตั้งแต่ต้นปีแล้วว่ามันลบ มันลบ จนกระทั่งเดือนสุดท้ายธันวาคมผมเพิ่งมอนิเตอร์ออกมา ความลบมันหนักขึ้นๆ หมายความว่าจากลบ 1 มันก็จะกลายเป็นลบ 2 มาลบ 3 หนักขึ้น ถามเพราะว่าอะไร เพราะว่าความรุนแรงมันมากขึ้น มันร้อน เราจะเห็นว่ามันมีแต่แดด ส่วนที่จะเข้ามาเติมไม่มี หมายถึงฝนไม่มีเลย


          ทีนี้เราดูจากตัวนี้เราก็พบว่าลักษณะแบบนี้จะอยู่ในรอบประมาณ 20-40 ปี จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เรียกว่าเป็นดัชนีของฝนและอุณหภูมิ เราพบว่ามันอยูในรอบ 20-40 ปี มันจะต่างกันแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน เพราะว่าพื้นที่บางทีมันก็แย่ บางพื้นที่มันก็แย่ไม่มาก บางพื้นที่ก็ดี แต่ภาพรวมมันเป็นแบบนี้


          ถามว่าธรรมชาติให้มาเป็นแบบนี้ก็ต้องดูประกอบว่า เอ๊ะแล้วการจัดการเป็นยังไง เช่น ถ้าเรารู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ เราไม่ได้ดำเนินการตั้งแต่รู้ ก็คือพฤษภาปีที่แล้ว คือการขุดบ่อบาดาลอะไรต่างๆ ต้องลงมาดูตอนช่วงอุบลฯ น้ำท่วมนี่นะ ถ้าเรามีการเตรียมสถานการณ์มันก็จะคลี่คลาย


          0 หมายถึงธรรมชาติเป็นมาแบบนี้ตามรอบ แต่ความรุนแรงมีส่วนถูกซ้ำเติมจากการจัดการที่ไม่เตรียมพร้อม
          ก็ไม่ได้ทำอะไรไง ผมเข้าใจว่าการเมืองตอนนั้นมันยุ่ง ตอนนั้นยังไม่มีรัฐบาลเลย กำลังเตรียมการเลือกตั้ง เราก็เข้าใจ เพราะปล่อยมาจนถึง ณ ปัจจุบันปั๊บ มันก็เลยแรงไง เพราะว่าพอธรรมชาติให้มาติดลบปั๊บคุณก็ยังเฉยไง เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าจากนี้ต่อไปมันจะลบหนักขึ้น เพราะว่าทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ คุณจะขุดบ่อ บ่อก็ไม่มีน้ำมาเติมให้ คุณจะขุดบาดาล ระดับน้ำบาดาลก็ลึกลงไปมากตอนนี้  ถ้าคุณทำก่อนหน้ามันจบไปแล้วบาดาล มันก็ไม่ลึก บ่อก็ขุดได้ แล้วก็ได้น้ำฝน




          เราก็ยอมรับนะว่าการจัดการ ทำให้ปีนี้หนักขึ้นมากในเชิงของการจัดการ แต่ธรรมชาติให้มานี่ธรรมดา เป็นรอบการเกิดที่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ว่าเพราะการจัดการมันทำให้หนัก แทนที่จะทำกันตั้งแต่ก่อนท่วมอุบลราชธานีปีที่แล้ว


          0 หมายถึงการตั้งรับไม่ดีพอ
          เรียกว่าถ้าเราเชิงรุกดีกว่านะ  เราก็จะผ่านไปได้ แต่นี่เราตั้งรับไง การตั้งรับคือพอเหตุการณ์เกิดก็ทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ แต่เชิงรุกคือถ้าตั้งแต่พฤษภาก่อนฝนปีที่แล้ว เราจัดการรอไว้กอนก็ยังพอรับมือได้ในปีนี้ คือทั้งหลายทั้งปวงเขาเรียกว่าการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางและความล่อแหลม ถ้าคุณได้ทำตัวนี้ก่อน ปัญหามันจะหมดเลย พอถึงเวลาปั๊บคุณจะรู้มาตรการเลยว่าคุณจะทำอะไรบ้างในแต่ละแห่งได้


          0 พูดได้เลยว่าจากนี้ต่อไปสถานการณ์จะหนักมากขึ้นแน่นอน ประมาณช่วงไหน
          แน่นอนครับเพราะว่าตัวติดลบเองมันก็จะติดลบหนักขึ้นไปอีก นับจากมกราคมไปถึงเดือนเมษายน ลบหนักขึ้นแน่นอน


          0 หนทางบรรเทาสถานการณ์ ทางการทำอะไรบ้าง
          การจัดการที่จะเข้าไปมันทำได้อย่างเดียวคือขุดบ่อบาดาลแค่นั้นเอง แต่ว่าขุดยากเพราะมันต้องลึกพอและลึกมากขึ้น แต่ก็จะไม่ค่อยได้น้ำนะ ไม่มากเท่าไหร่ แต่เนื่องจากว่าในพื้นที่ประเทศทั้งหมดใน 100 เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็หมายถึงพื้นที่ประชานดูแลถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นของการประปาส่วนภูมิภาค อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นของการประชานครหลวง เพราะฉะนั้นของหน่วยงานของรัฐทั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็มีวางไว้ทั้งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล เขาก็มีเลี้ยงหน่วยของเขา แต่ว่ามันก็ไปได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอีก 70 เปอร์เซ็นต์มันจะตาย น้ำผิวดินก็ไม่มี น้ำประปาอย่างที่บอกว่า บ่อบาดาลก็สูบแล้วไม่ขึ้นเพราะว่าน้ำมันลดมันลงไป เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเชิงของน้ำอุปโภคบริโภคที่จะลุกลามใหญ่โตไปเรื่อยๆ 


          ตอนนี้มีทางอีกทางนอกเหนือจากทางขุดบ่อบาดาลซึ่งยากแล้ว แต่อีกทางที่แนะนำคือ เขตไหนที่เป็นเขตรอยต่อของการประปาส่วนภูมิภาค หน่วยงานทั้งหลายก็ต้องไปร้องขอเอา เพราะการประปาส่วนภูมิภาคเขาจะช่วยในพื้นที่รอยต่อไป พื้นที่กันชนของเขา แต่ถ้าอยู่ลึกเข้าไปเขาก็ไม่ไหว คือเข้าไปไม่ไหว คือถ้าจะขยายเขตจำหน่ายน้ำไปยังพื้นที่ลึกๆ มันต้องเตรียมมาก่อนหน้านี้อย่างน้อย 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ไม่ทันแล้ว


          0 ผลกระทบขนาดไหน
          กระทบลุกลามแน่นอน จะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ภาษาชาวบ้านถึงขั้นไม่มีน้ำกินน้ำใช้กันเลยทีเดียว ในพื้นที่ 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ นี่คือภาคครัวเรือนนะ ส่วนภาคเกษตรเราไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะว่าเขาประกาศแล้วไม่ให้น้ำ แสดงว่ามันไม่มีแล้ว คือเราไม่เคยเจอนะแม่น้ำยมแห้งเป็นร้อยกิโลแบบนี้ คือมันต้องมีบ้าง เราไม่เคยเจอน้ำที่ในคลองมะขามเฒ่า อู่ทอง ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรม แหล่งปลูกข้าว ไม่มีน้ำเลย เราไม่เคยเจอน้ำในคลองระพีพัฒน์ ซึ่งเป็นแหล่งกล้วยหอม สวนผักกล้วยน้ำไม่มีน้ำ แห้งไปเลย ถามว่ากระทบขนาดไหน เกษตรกรรมจะตายหมดในพื้นที่ที่ต้องใช้น้ำผิดดินตายหมด 


          ถึงบอกว่ามันรุนแรงมาก เพราะว่าลงไปทำตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว มันไม่ได้ผลอะไร เพราะถึงจุดพีคก็คือ 3-4 เดือนจากนี้มันจะพีคแล้ว การเกษตรไม่ได้ อุปโภคไม่มี แน่นอนก็จะตามมาด้วยราคาสินค้าขึ้น อย่างตอนนี้ข้าวเหนียวก็ขึ้นสองเท่าแล้ว และจะขึ้นตามมา และการแย่งชิงน้ำ ปัญหาสังคมอาชญากรรมตามมา อันนี้น่ากลัวที่สุด เรากลัวตรงนั้น แล้วถ้าเกิดปัญหาเชิงสังคมขึ้นมา ปัญหาก็จะเกิดกับรัฐด้วยที่จะต้องโดนผลกระทบ


          0 ที่พูดมาทั้งหมดรวมถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนด้วย
          ใช่ ไม่ต้องพูดเลย น้ำในเขื่อนมีน้อยอยู่แล้วแต่มีเขื่อนเฉพาะภาคตะวันตกกับภาคใต้เท่านั้นที่ยังดี ยกเว้นภูเก็ต ภูเก็ตก็เดือดร้อนน้ำอุปโภคบริโภคอยู่แล้วเพราะไม่มีแหล่งกักเก็บ เขาก็เดือดร้อนอยู่ ตรงนี้ถ้ามีแหล่งน้ำก็ยังพอมาหล่อเลี้ยงได้ กรณี จ.พิจิตร ถึงน้ำยมจะแห้งเป็นร้อยกิโล แต่ก็โชคดีเพราะพิจิตรมีสองน้ำ อยู่ติดกับแม่น้ำน่านทางหนึ่ง เขาก็ต้องเอาจากแม่น้ำน่านมาแทน พอประทัง


          ส่วนสุโขทัยติดแม่น้ำยมอย่างเดียว ไปไหนไม่ได้เลย ต้องใช้แม่น้ำยม แต่ตอนนี้แม่น้ำยมสูบมาไม่ได้แล้วก็ต้องไปเอาบ่อกักเก็บที่ทะเลหลวงมาเลี้ยงอยู่ตอนนี้ แต่โดยสรุปพื้นที่ที่เดือดร้อนรุนแรงที่สุดคืออีสาน เหนือตอนล่าง และภาคกลาง จะรุนแรง


          ส่วนใน กทม. จะมีน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร มีปลูกข้าวแถวๆ หนองจอก ลาดกระบัง ตรงนั้นจะได้รับผลกระทบ ตอนนี้ผมได้ข่าวว่าน้ำในคลองตอนนี้ที่ใช้ปลูกข้าวกัน แถวๆ ทางคลองหลวงแพ่งตรงรอยต่อฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ เพราะน้ำเหนือมันไม่มีไง น้ำเหนือที่จะมาจากเขื่อน 2 เขื่อนและมาทางคลองระพีพัฒน์ แต่นี่คลองระพีพัฒน์น้ำก็แห้งหมดแล้ว ก็เลยต้องเอาน้ำจากฝั่งฉะเชิงเทรา ซึ่งคลองสียัดก็ไม่มี เป็นศูนย์เลย เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น


          ฝั่งตะวันออกโซนอีอีซีก็น่าจะเหนื่อย เพราะมีแต่ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่ประเมินรายละเอียดผลกระทบในส่วนของอีอีซีเลยนะ นี่เรามองภาพรวมก็แย่แล้ว


          0 ฝนหลวงฝากความหวังได้ไหม 
          ไม่ต้องพูดเลย ความหวังไม่มีเลย เพราะว่ามันแห้งมาก อากาศมันร้อนจัดมาก อุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ


          0 ประชาชนอย่างเราๆ ทำอะไรได้บ้าง
          ง่ายๆ เลย ต้องประหยัดแล้ว ช่วงนี้ตอนนี้ที่ยังพอมีใช้มีกิน แนะนำให้สำรองเลย ใส่โอ่งไว้นับไปอีก 3-5 เดือนเลยนะ เอาแค่น้ำอุปโภคบริโภคก่อน สำรองได้สำรองไว้เลย ถ้าไม่สำรองตอนนี้จะยิ่งไม่มี ในขณะเดียวกันถ้ามีทุน และรัฐเข้ามาด้วยก็ต้องเผื่อไว้โดยการขุดบ่อรอไว้เผื่อฝนมา ช่วงพฤษภาที่มาบ้างไม่มาบ้าง แต่ถ้ามาก็สามารถสำรองไว้ได้ คุณก็ยังได้น้ำบ้าง เพราะปีนี้ฝนน่าจะยาว ไม่มายาว พีคสูงสุดตอนนี้เมษานะ ร้อนมากแล้งมากแน่นอน