ปัญหาด้านความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงและการค้ามนุษย์ เป็นประเด็นผูกโยงกับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2030 ขององค์การสหประชาชาติ และวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 แต่ประเทศไทยเตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวพันและซับซ้อนอย่างเรื่องแรงงานหญิงข้ามชาติ

 

 

          อ.ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ในฐานะผู้แทนไทยด้านสิทธิสตรีในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) และนักวิจัยของศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องแรงงานหญิงข้ามชาติเป็นปัญหาหนึ่งในอาเซียนที่มีมานานและทวีความรุนแรง แต่ไม่มีค่อยได้รับความสนใจที่จะพูดถึงมากนัก


          “สิ่งที่เกิดขึ้นในอาเซียนที่เป็นเหมือนกันหมดก็คือ เราพบว่ามีผู้หญิงอาเซียนย้ายถิ่นไปทำงานในประเทศปลายทางได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเผชิญกับปัญหาถูกคุกคามทางเพศ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้แต่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำงานหนัก ไม่มีสิทธิคุ้มครอง หนักสุดคือตกอยู่ในวังวนการค้ามนุษย์” อาจารย์รัชดากล่าว


          สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหายังคงอยู่คือ “ความเงียบ” ซึ่งเกิดจาก “ความกลัว” ที่จะมีปัญหากับนายจ้างและถูกส่งกลับบ้าน หรือไม่สามารถทำงานในประเทศปลายทางต่อไปได้ ในขณะเดียวกันการขาดความรู้และข้อมูลด้านสิทธิของตนเอง และการเข้าถึงหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือก็ทำให้ปัญหายังคงดำเนินอยู่ กลายเป็นความท้าทายในการหาหนทางแก้ปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติในปัจจุบัน

 

          “เราพบว่าอาเซียนมีพันธกิจในการดูแลและแก้ไข ถือว่าเป็นแผนงานของ ACWC ซึ่งต้องดูแลด้านสิทธิผู้หญิง ขณะเดียวกันเราก็พบว่าเรื่องความรุนแรงและปัญหาการค้ามนุษย์มีความเกี่ยวข้องกัน และอาเซียนเองก็มีความร่วมมือในด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือของสมาชิกอาเซียน พอรู้แล้วว่ามีพันธกิจต้องทำ ก็ต้องมาดูต่อว่าแรงงานคนที่เผชิญปัญหาต้องการอะไร”

 

 





          การเก็บข้อมูลและทำวิจัยกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยของ อ.ดร.รัชดา พบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ด้วยการสื่อสารเพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราว และการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานหญิงข้ามชาติที่ประสบปัญหา


          “แรงงานต่างชาติเหล่านี้มีเวลาว่างราวๆ วันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะเอาเวลาดังกล่าวนี้ไปรับสื่อออนไลน์ คือเฟซบุ๊ก ฟังเพลงก็จะฟังผ่านยูทูบ ไม่มีใครใช้ไลน์ เราคุยกันต่อและพบว่าเขาต้องการให้เพลงเป็นเครื่องมือสื่อสารสถานการณ์และการหาทางออกของเขา ซึ่งเราก็คุยกันและทำออกมาเป็นเพลง”


          เนื้อหาของบทเพลงรณรงค์ เป็นการพัฒนาเครื่องมือสื่อสารมาจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เพราะผู้ประสบปัญหาเป็นผู้เล่าเรื่องสะท้อนปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิด การถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งให้คำแนะนำและช่องทางการช่วยเหลือ เช่นสายด่วน 1300 เพลงดังกล่าวจะมีการแปลเป็น 4 ภาษา คือ ไทย ลาว กัมพูชา และพม่า โดยจะทำเป็นแนวเพลงเต้นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Dance Music หรือ EDM) เปิดตัวในวันแรงงานข้ามชาติสากล 18 ธันวาคมนี้


          “แต่การรณรงค์เรื่องนี้มีข้อท้าทายสูง เพราะในระดับอาเซียนเองเราพบว่ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยกลไกค่อนข้างมากเพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศต้นทางและประเทศปลายทางของแรงงานหญิงอพยพ”


          การจัดงานเสวนาในหัวข้อ Migration and SDGs: ASEAN and Beyond: A Pathway to the 2030 Agenda: EPISODE II ในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ เป็นความพยายามของศูนย์วิจัยการย้ายการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้สถานการณ์ การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศปลายทางที่แรงงานอพยพมาทำงาน มีหน้าที่สำคัญที่จะทำให้กลไกขอความช่วยเหลือเข้าถึงได้ และหาให้เจอเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา


          “ที่สำคัญคือสังคมต้องตระหนักว่าเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ดังนั้นคนในสังคมเองควรช่วยกันสอดส่องและเป็นหูเป็นตา อย่ามองข้ามปัญหานี้ และโทษว่าเป็นความผิดของแรงงาน หรือเพศหญิงเพียงฝ่ายเดียว” อาจารย์รัชดาสรุป