“ประชาชนสุขภาพดี: ภาคีมีสุข” เป็นหัวข้อเรื่องที่ถูกอภิปรายในการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อไม่นานมานี้

 

 

         นั่นเพราะความหวังของการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มีความยั่งยืน นอกจากประชาชนจะสามารถเข้าถึงและได้รับบริการด้วยความมั่นใจแล้ว ผู้ให้บริการยังจะต้องได้รับความสุขจากการทำงาน รวมถึงภาระงานต่างๆ ที่น้อยลง


         นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า แม้คำว่าประชาชนสุขภาพดีจะดูเป็นนามธรรมและอาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกันว่าการพัฒนาจนถึงวันนี้สุขภาพประชาชนดีแล้วหรือยัง แต่ในเชิงรูปธรรมนั้นมีสิ่งที่ประจักษ์ให้เห็น ไม่ว่าเรื่องของอายุขัยเฉลี่ย การได้รับวัคซีน หรืออัตราการตายต่างๆ เป็นตัวชี้วัดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น


         ส่วนภาคีมีความสุขหรือไม่นั้น หากดูจากผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ก็พบว่าประชาชน 97-98% มีความพึงพอใจที่ได้รับประโยชน์จากระบบสุขภาพสูงขึ้น เช่นเดียวกับภาคีอื่นๆ รวมถึงผู้ให้บริการเองเช่นกัน


         หนึ่งในนโยบายที่มีการเขียนไว้ถึง “หลักประกันทางสังคม” นพ.ศักดิ์ชัย ระบุว่า เป็นสิ่งที่ต้องตีความและมองต่อไปในอนาคต เพราะมิติทางสุขภาพหลังจากนี้จะต้องมองให้ครบถึงมิติทางสังคม ซึ่งจะต้องเตรียมรองรับ สังคมสูงวัย ภายใต้เทคโนโลยี disruptive ด้วย


         เลขาธิการ สปสช. ฉายภาพสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้สังคมนี้ อันดับแรกคือ โครงสร้างประชากร ที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น เด็กลดลง มีเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อม เด็ก อีคิวต่ำกว่ามาตรฐาน และเมื่อคนกลุ่มนี้โตเป็นคนทำงานในอนาคต ประเทศจะเผชิญกับแรงงานที่ลดน้อยลง แรงงานไร้คุณภาพ หรือลักษณะของแรงงานที่จะไม่เข้าระบบแต่ทำงานอิสระมากขึ้น

 



         ขณะเดียวกันภายใต้เทคโนโลยี disruptive ที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว หากประชาชนไม่มีความเท่าทันในการรับสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน สุขภาพต่างๆ หรือข่าวสารที่ทำให้เผชิญหน้ากับผู้ให้บริการรวมไปถึงลักษณะของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป จากอดีตโรงพยาบาลสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับรูปแบบของโรคที่เป็นเฉียบพลัน (acute) ปัจจุบันลักษณะเป็นโรคเรื้อรัง (chronic) ที่ต้องอาศัยการดูแลมากขึ้น ฉะนั้นระบบบริการแบบเก่าจะรองรับได้หรือไม่


         “คำถามคือทำอย่างไร ยังเป็นเรื่องน่าหนักใจพอสมควรว่าเราจะเตรียมอะไร ขณะนี้เรามีระบบรองรับอย่างไรบ้าง ยังคงเป็นโปรเจกต์ แผนงาน หรือยุทธศาสตร์อยู่หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในระดับกระทรวง หรือ สปสช. ก็มีการพูดคุยกับฝ่ายการเมืองเพื่อจำลองภาพอนาคตระบบบริการที่ควรจะเป็น เพิ่มเติมจากระบบที่มีอยู่”


         เลขาฯ สปสช. กล่าวถึงข้อเสนอสำคัญ 2 เรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ ระบบปฐมภูมิ ที่จะต้องสร้างฐานให้เข้มแข็ง และอีกส่วนคือ ระบบสุขภาพชุมชน เนื่องจากรูปแบบของโรคในอนาคตคือ โรคที่เกิดจากพฤติกรรม ไม่ใช่เชื้อโรคหรือการติดเชื้อ ซึ่งโรคจากพฤติกรรมนั้นไม่ได้อาศัยเรื่องทางสุขภาพแต่อาศัยเรื่องทางสังคม


         “เรื่องพฤติกรรมใครควรจะต้องดูแล รัฐบาลคงไปดูแลไม่ถึง ฉะนั้นผู้ที่จะช่วยได้คือท้องถิ่นระบบบริการสุขภาพชุมชนจะเป็นอีกคำตอบในการเสริมระบบให้มีความแข็งแกร่ง สามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดจะเดินไปได้คงไม่ใช่คนเดียว หรือหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำวันนี้” 


         สอดคล้องกับ นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขต 11 ที่มองว่าระบบปฐมภูมิเป็นเรื่องสำคัญ และต้องยกเป็นทศวรรษของระบบปฐมภูมิ นั่นเพราะปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพคือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการรักษามากกว่าการป้องกัน มุ่งเน้นระบบการรักษาเฉพาะทาง หมออยู่ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่แต่ไม่มีใครอยากไปอยู่โรงพยาบาลชุมชน จึงขาดการดูแลแบบปฐมภูมิ


         “กลไกหรือยุทธศาสตร์ตรงนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำงาน ในอนาคตประชาชนเองก็ต้องเปลี่ยนความคิด เจ็บป่วยเล็กน้อยเลิกไปหาหมอ แต่เรามีหมอครอบครัว มีหมอประจำบ้าน ที่สามารถดูแลได้ ถ้าเปลี่ยนระบบไปแบบนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะลดลงไปอีกมาก อันนี้จะเป็นทางรอด เพราะเชื่อว่าในอนาคตเราจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสังคมผู้สูงอายุอีกเยอะ” นพ.พิทักษ์พล ระบุ


         เขาระบุว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะด้านเฉพาะทางจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากปฐมภูมิและท้องถิ่น เช่นตัวอย่างของเขตสุขภาพที่ 11 พบว่าเคสคนไข้ที่เป็นสโตรกมักเสียชีวิตก่อนมาโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นอาการหนัก รวมถึงส่วนของครอบครัวหรือชุมชนนั้นขาดความรู้ว่าจะต้องเร่งรีบอย่างไร แต่เมื่อมีการให้ความรู้ มีความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นทำให้ประสิทธิภาพของการดูแลดีขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลงอย่างชัดเจน


         นพ.พิทักษ์พล ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการทำงานด้านสุขภาพกับภาคสังคม ในประเด็นที่งบประมาณการดูแลด้านสุขภาพมีจำกัด ซึ่งความจริงในส่วนของการดูแลชุมชนยังสามารถใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาร่วมด้วย


         ในส่วนของ นพ.สําเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มองเช่นกันว่า สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือระบบปฐมภูมิ แต่ปัญหาที่ยังต้องสะท้อนมีอีก 3 เรื่อง อันดับแรกคือเรื่องเงินกองทุนค้างท่อ ที่จะให้ท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งในส่วนของระเบียบนั้นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เปิดกว้างขึ้นแล้ว โดยระบุว่าจะดูจากความตั้งใจและเป้าหมายมากกว่ารายละเอียดเล็กน้อย


         ถัดมาคือการร่วมประสานกับหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควรจะต้องมีการใช้การดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ให้เป็นประโยชน์ในการร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ


         สุดท้ายคือเรื่องของความแออัดในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอีกหลายปัญหาตั้งแต่ความล้มเหลวของระบบการส่งต่อ การเข้าถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างไม่ปิดกั้น ทำให้ผู้ที่ทำงานเองก็ไม่สบายใจ รวมถึงคนไข้ก็เสียเวลาเดินทาง เสี่ยงติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นการลดความแออัดจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน


         “เรามีการเอาคนไข้ออกไปรับยาข้างนอกแล้ว ในส่วนของการทำฟันจะเอาไปอยู่ข้างนอกด้วยได้หรือไม่ การรักษารากฟันบางครั้งรอคิว 1-2 ปี เราจะประสานเอกชนช่วยตรงนี้ได้หรือไม่ รวมถึงจุดสำคัญที่ยั่งยืนในการลดความแออัดก็คือระบบปฐมภูมิ สร้าง รพ.สต. ให้เข้มแข็งก็จะช่วยลดความแออัดที่โรงพยาบาลจังหวัด คนไข้เองปลอดโปร่ง คนทำงานก็มีความสุข”


         ด้าน น.ส.สุนทรี เซ่งกิ่ง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กฎหมายระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย ออกแบบมาตั้งแต่ต้นว่าประชาชนไม่เป็นเพียงผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังยกฐานะให้ร่วมเป็นเจ้าของระบบผ่านกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย มีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ในบอร์ดต่างๆ ทั้งยังมีส่วนร่วมในการควบคุมคุณภาพ มาตรฐานการบริการ และเรื่องการคุ้มครองสิทธิ


         “ที่สำคัญอีกอย่างแม้จะไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนโดยตรง คือความคิดเรื่องประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนต้องตระหนักเรื่องดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่รอให้เจ็บป่วยไปโรงพยาบาล ซึ่งประชาชนมีศักยภาพที่จะทำ แต่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยากอยู่นับตั้งแต่มีระบบหลักประกันสุขภาพขึ้นมา เป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยนกระบวนคิด กระบวนทัศน์ ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ” น.ส.สุนทรี ระบุ


         น.ส.สุนทรี กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีเสียงจากบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มักมองว่าประชาชนไม่ดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตไม่รับผิดชอบ เมื่อป่วยแล้วก็จะมารักษาฟรี เลยยิ่งไม่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งช่วงหลังอาจได้ยินเสียงเหล่านี้น้อยลง เมื่อกระแสการดูแลสุขภาพมีรูปธรรมมากขึ้น ประชาชนตื่นตัวมากขึ้นทั้งเรื่องการออกกำลังกาย การกิน หรือการรณรงค์ด้านต่างๆ เช่น แบนสารเคมีอันตราย