คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงที่ต้องจัดทำตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 จำนวนรวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ คือ ร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ร่างกฎกระทรวงการงดหรือลดเบี้ยปรับ และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ โดยการออกกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวเพื่อช่วยทำให้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายที่สมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในเก็บภาษีสามารถนำไปปฏิบัติตามเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนรวมทั้งสถาบันการเงินและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ

 

 

          สาระสำคัญของร่างพ.ร.ฎ.ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการลดภาษีตามมาตรา 37 ของพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ แยกเป็นการลดภาษีในอัตรา 50% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย เช่น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาได้มาจากมรดกโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งต้องได้มาทางมรดกก่อน 13 มีนาคม 2562 และที่ดินที่เป็นที่ตั้งเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ลดภาษีในอัตรา 90% ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงินเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปีนับจากวันที่อสังหาริมทรัพย์ตกเป็นของหน่วยงาน และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่พัฒนาโครงการจัดสรรเพื่ออยู่อาศัยหรืออาคารชุดหรืออุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงที่ใช้ประโยชน์ในกิจการโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาและสถานบริการประชาชน เช่น ลานเล่นกีฬา สวนสัตว์ เป็นต้น

 


          สำหรับร่างกฎกระทรวงการงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นการงดเบี้ยปรับภาษีคงชำระสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ถูกยึดหรืออายัดตามกฎหมายและในส่วนร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่านั่นเอง โดยพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ มาตรา 37 ให้เก็บภาษีประกอบด้วย 1.ที่อยู่อาศัย มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.3% ของฐานภาษี 2.ใช้ประโยชน์อื่น นอกจากเกษตรกรรมหรือที่เป็นที่อยู่อาศัย มีอัตราไม่เกิน 1.2% และ 3.สิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า มีอัตราภาษีไม่เกิน 1.2% ทั้งนี้การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในครั้งนี้แม้องค์กรปกครองท้องถิ่นจะสูญเสียรายได้ประมาณ 2,700 ล้านบาทแต่ในภาพรวมจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินฯ ปี 2563 ประมาณ 39,420 ล้านบาท




          พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ มุ่งความสำคัญคือการสร้างรายได้ให้แก่ส่วนท้องถิ่นซึ่งน่าจะทำให้ประเทศชาติสามารถแก้ปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะแต่เดิมท้องถิ่นไม่มีอำนาจทางการเงินซึ่งตลอดระยะที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องให้มีการแก้โขมาโดยตลอด ทั้งนี้ในอดีตภาษีที่จัดเก็บบนฐานของทรัพย์สินมีอยู่ 2 ประเภท กล่าวคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ แต่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ขยายออกเป็น 4 ประเภท ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่น และที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างไว้ไม่ได้ทำประโยชน์ ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิมและจัดสรรด้านภาษีเพื่อความเป็นธรรมและตามหลักสำคัญการจัดเก็บภาษีจากคนที่มั่งคั่งย่อมที่ต้องเสียภาษีอย่างยุติธรรมและไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย