เมืองไทยเป็นอะไรที่น่าแปลก “สิ่งใดมีคุณค่าเลิศล้ำ" แม้จะยิ่งใหญ่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน แต่สิ่งนั้นอาจไร้คุณค่าในสายตาคนบางกลุ่ม หากมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในทางกลับกันอะไรที่เป็นเรื่องร้ายผิดหลักธรรมาภิบาลอาจถูกกลับดำให้เป็นขาวได้ในชั่วพริบตาหากการฟอกผิดดังกล่าวจะทำให้พวกพ้องรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้...คิดแล้วก็เพลียใจหมดแรงขับเคลื่อนร่างกาย แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องการเหตุผลและหาคำอธิบายใดๆ ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ค้ำชูมาเนิ่นนาน...

 

 

          ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ที่อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการ “หน่วง” อย่างบอกไม่ถูกหลังจากทราบผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติเอกฉันท์ยกเลิกการแบนสารพิษไกลโฟเซตอย่างถาวร พร้อมกับยืดการใช้สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปอีก 6 เดือน...ต้องบอกว่า ช็อกสุดๆ กับมติที่ออกมา เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีขึงขังเอาจริงจังในการแบน 3 สารพิษให้สิ้นสลายไปจากประเทศไทย จนประชาชนอย่างเราแอบเคลิ้มเผลอใจยกมือทำท่า “มินิฮาร์ท” เพราะซาบซึ้งต่อผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล “ลุงตู่” ในการเช็กบิล 3 สารพิษที่เป็นมหันตภัยปลิดชีวิตเกษตรกรชาวไทยให้ตายแบบผ่อนส่งมาตลอดหลายสิบปี


          เกิดอะไรขึ้น...ส่วนตัวไม่อยากจะคิดว่า การยกเลิกแบนสารพิษไกลโฟเซต รวมถึงต่ออายุยืดการใช้สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส จะเกิดจากความขัดแย้งของคนในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเรื่องผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่...และไม่อยากคิดว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของพี่น้องชาวเกษตรกรที่จะต้องเผชิญกับภัยร้ายจากการใช้ 3 สารพิษต่อไป...ยิ่งกว่านั้นยังไม่อยากคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงปาหี่ มวยล้มต้มคนดู ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะคิดทุกๆ เรื่องที่มันค้างคาสงสัยวนเวียนอยู่ในสมอง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงอย่างละเอียดถึงเหตุผลต่างๆ ที่เป็นปัจจัยส่งให้ 3 สารพิษยังคงดำรงคงอยู่ต่อไป และที่สำคัญทุกคำชี้แจงต้องมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผลทุกประการทั้งปวง




          มาถึงเรื่องการครอบครองที่ดินเจ้าปัญหาของ ส.ส.สาวราชบุรี “ปารีณา ไกรคุปต์” ที่ทราบมาว่าตอนนี้มีคนในรัฐบาลกำลังพยายามทำตัวเป็น “ศรีธนญชัย” ด้วยการทำที่ดิน ภบท.5 เนื้อที่สุดลูกหูลูกตาของ ส.ส.หญิงเมืองโอ่งให้เข้าไปอยู่ในเขต ส.ป.ก. พร้อมให้รังวัดพื้นที่ใหม่โดยระบุให้ที่ดินทั้ง 46 ไร่มีแนวโน้มไม่ใช่พื้นที่ป่า เพื่อหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในทุกรูปแบบ...ขอเตือนใครที่กำลังมีความคิดเช่นนี้จงหยุดเถอะ...ระวังจะจบไม่สวย ตายกันยกเข่ง...อย่าคิดว่าคนไทยไม่รู้เท่าทัน


          เท่าที่ทราบ “กฎหมาย” ไม่เปิดช่องให้ทำได้ถึงขนาดนั้น...เพราะตามหลักเกณฑ์แม้ว่าพื้นที่ที่กรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีการจัดสรรเป็นที่ดินปฏิรูปก็ถือว่า พื้นที่ดังกล่าวยังมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมายป่าไม้ และถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเขตปฏิรูปไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีการยกเลิกเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่นั้นก็ยังมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าไม้เช่นกัน ซึ่งศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษากรณีลักษณะเช่นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นการจะพลิกดินให้กลายเป็นฟ้า คงไม่ใช่เรื่องหมูในอวยอย่างที่คาดกัน...มาถึงตรงนี้สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำ คือ ปล่อยให้ทุกเรื่องราวที่กำลังเป็นปมร้อนดำเนินไปตามครรลองของกฎหมาย ใครผิดถูกต้องว่ากันตามเนื้อผ้า...รัฐบาลต้องทำทุกเรื่องให้โปร่งใส ถูกต้อง และเป็นธรรม และที่สำคัญต้องไม่พาตัวเองเข้าไปแปดเปื้อนกับความเลวร้ายในทุกรูปแบบตลอดไป...