คอลัมนิสต์

เปิดใจ รสนา โตสิตระกูล  ลงสู้ศึกเลือกผู้ว่าฯกทม.

เปิดใจ รสนา โตสิตระกูล  ลงสู้ศึกเลือกผู้ว่าฯกทม.

07 พ.ย. 2562

เปิดใจ รสนา โตสิตระกูล  ลงสู้ศึกเลือกผู้ว่าฯกทม. โดย...   เนชั่นสุดสัปดาห์ 

 


 


          สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ลุกเป็นไฟ เมื่อ “รสนา” ผู้เคยคว้าคะแนนถล่มทลาย ถึง 743,397 คะแนน ในการเลือกตั้ง ส.ว.กทม. เริ่มขยับตัวลงชิงชัย

 

          เป็นอีกหนึ่งชื่อที่อยู่ในกระแสล่าสุดสำหรับ “รสนา โตสิตระกูล” ในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

 

 

          เวทีการเมืองระดับท้องถิ่นคึกคักขึ้นทุกขณะ สำหรับสนามเมืองหลวง ที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองใหญ่เริ่มขยับสรรหาตัวแทนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.กันแล้ว ทำให้สนามเลือกตั้งแห่งนี้ จะเริ่มกลับมาดุเดือดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 


          “เนชั่นสุดสัปดาห์” มีโอกาสพูดคุยกับ “รสนา” ถึงกระแสข่าวเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.


          เริ่มต้น “รสนา” ตอบคำถามถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นนั้นยอมรับว่ากำลังคิดอยู่ เพราะมีหลายคนสนับสนุน ส่วนการตัดสินใจอย่างไร จะประเมินจากประชาชนจากการไปพบปะกับกลุ่มต่างๆ


          หากตัดสินใจลงสมัครจะลงในนามอิสระ ไม่ใช่จากตัวแทนพรรคการเมือง


          ขณะที่การตัดสินใจครั้งนี้จะเกี่ยวกับเสียงคนกรุงเทพฯ 743,397 คะแนน ที่เคยได้รับเมื่อครั้งลงสมัคร ส.ว. ปี 2551 หรือไม่นั้น “รสนา” บอกว่า คนที่เคยเลือกไม่ได้มาจากฐานเสียงของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว.กับผู้ว่าฯ กทม. มีความแตกต่างกันพอสมควร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาประเมิน แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่มีความชัดเจน ทำให้มีเวลาในการตัดสินใจจากปัจจัยต่างๆ ถ้าชัดเจนเมื่อใดจะเปิดแถลงประกาศให้ทราบ


          สำหรับมุมมองการแก้ปัญหาให้กรุงเทพฯ “รสนา” บอกว่า มองเรื่องการแก้ปัญหาทำมาหากินของคนในเมืองจะทำอย่างไรให้คนมีโอกาสและมีพื้นที่ทำมาหากิน


          ขณะนี้การทำมาหากินของคนระดับประชาชนทั่วไปถือว่าฝืดเคือง ปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องการบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส จากงบประมาณ 8 หมื่นล้านของหน่วยงาน กทม.แต่ละปี ถ้ารั่วไหล 10% ก็คิดเป็น 8,000 ล้านบาท ถ้า 20% คิดเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท หรือถ้ารั่วไหลเกิน 30% ก็เกิน 2 หมื่นล้านบาท


          สิ่งเหล่านี้ถ้าตัดสินใจจะลงสมัครรับเลือกตั้ง อยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะเสนอการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ในเรื่องคุณภาพชีวิต เป็นสิ่งที่อยากฟังจากเสียงชาวกรุงเทพฯ ก่อนการตัดสินใจเช่นกัน

 




          "กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงกันทางการเมือง แต่เป็นเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเมืองมีคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนและไม่ง่าย ไม่เหมือน ส.ว. เพราะไม่มีเรื่องงบประมาณเข้ามาแย่งชิงกัน เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ความพร้อมของตัวเอง ถ้าอยากจะทำต้องฟังเสียงสนับสนุนของประชาชนก่อน"


          “รสนา” อธิบายถึงการฟังเสียงประชาชน จะมาจากการลงพื้นที่และอาจจะทำข้อมูลให้ประชาชนแสดงความเห็นว่าอยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร ส่วนตัวสนใจรายละเอียดลงไปในระดับพื้นที่ ถ้าจะทำนโยบายต้องเริ่มต้นพัฒนามาจากระดับล่าง จากปัญหาของประชาชนจริงๆ ด้วยการลงไปฟังประชาชน ซึ่งขณะนี้มีผู้มาชักชวนไปพบประชาชนในแต่ละพื้นที่เพื่อฟังปัญหาและความคิดที่อยากเห็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นแบบไหน อยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอะไร จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลมาประเมินประกอบการตัดสินใจ


          ถามไปถึงการตัดสินใจครั้งนี้ จะพิจารณาจากปัจจัยผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ “รสนา” บอกว่าอยากฟังจากประชาชนมากกว่า ไม่ได้นึกถึงประเด็นว่าใครจะมาแล้วเป็นอย่างไร โดยเฉพาะต้องพิจารณาจากทีมงานที่สนับสนุนว่าตัวเรามีศักยภาพพอหรือไม่ หลายคนมองว่าเราเป็นนักตรวจสอบไม่ใช่ภาพนักบริหาร ซึ่งจุดนี้ทำให้ต้องมีทีมงานและผู้ที่มีความสามารถหลากหลายเข้ามาช่วย ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญจะพิจารณา


          แต่สิ่งที่ต้องการเห็นในเรื่องการตรวจสอบหากเป็นการบริหาร จะเป็นงานบริหารที่ต้องมี “ธรรมาภิบาล” จะเป็นไปได้หรือไม่จะทำให้เงินใต้โต๊ะไม่มี งบประมาณไม่รั่วไหลจะทำให้ได้จริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องประเมินตรงนี้ เพราะถ้าลงไปสมัครผู้ว่าฯ กทม.จริง อยากเห็นโอกาสที่ทำได้ ไม่ใช่ลงไปแล้วพูดขายฝันเฉยๆ แต่เข้าไปแล้วทำอะไรไม่ได้


          “การตรวจสอบจะปรับมาเป็นการบริหารที่โปร่งใส โดยทีมงานที่เป็นดรีมทีมที่จะมาช่วยให้งานบริหารโปร่งใส เพราะกรุงเทพฯ เป็นงานใหญ่ มีปัญหาสะสมค่อนข้างมาก นอกจากดรีมทีมที่เป็นทีมงาน คิดว่าประชาชนต้องมีส่วนเข้ามาช่วยกัน เหมือนคุณพร้อมเข้ามากวาดบ้านทำความสะอาดด้วยกัน ที่เราบอกว่าสังคมดีไม่มีขายและไม่มีใครบันดาลให้ด้วยนะ สังคมดีเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน เป็นเรื่องที่ตัวเองต้องประเมินความรู้สึกของคนกรุงเทพฯในจุดนี้ด้วย”


          “รสนา” ยอมรับว่า ขณะนี้มีทีมงานอยู่บ้าง แต่ต้องมีเพิ่มเติม ส่วนในแง่ที่ไม่มีฐานการเมืองแบบพรรคการเมืองที่มีเงินนั้น ส่วนตัวไม่มีความคิดอยากจะใช้เงินเข้าสู่อำนาจ เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นการลงทุนเข้าสู่การเมือง ที่สุดก็เข้าไปถอนทุน ตรงนี้เป็นโจทย์ว่าถ้าจะเข้าไปสู่ในจุดนี้ โดยไม่ใช้เงินมากมายจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะตัวเองไม่ใช้เงินมหาศาล ลองคิดว่าถ้าทำงานตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 4 ปี มีเงินเดือนรวมกันประมาณ 4-5 ล้านบาท ถ้าต้องใช้เงิน 30 ล้าน 100 ล้านเพื่อเข้ามาก็ไม่มีเหตุผล เมื่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นหากลงสมัครในนามอิสระโดยไม่ได้มีฐานเสียง ไม่มีเงินทองมากมาย ก็ตั้งใจอยากให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลง


          ส่วนแนวคิดเรื่องการทำมาหากิน ขณะที่ กทม.ยังมีนโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย “รสนา” บอกว่าเรื่องนี้ต้องหาจุดร่วมกัน คนชั้นกลางไม่อยากให้มีหาบเร่แผงลอย แต่กลุ่มหาบเร่แผงลอยอาจต้องอาศัยพื้นที่สาธารณะเพื่อทำมาหากิน ต้องดูความเหมาะสมจะแบ่งปันอย่างไร ต้องมีการจัดระเบียบ เป็นประเด็นสำคัญต้องเข้าไปฟังเพื่อทำเป็นนโยบาย ให้หาบเร่แผงลอยมีพื้นที่ประกอบอาชีพ แต่การประกอบอาชีพต้องถูกจัดระเบียบไม่ใช่เลยเถิดจนคนอื่นเดือดร้อน


          ขณะที่แนวคิดการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องต้องช่วยกันหลายส่วน เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ขณะนั้นยังเป็น ส.ว. สมัยนั้นรัฐบาลทิ้งฝั่งธนบุรี เพื่อไปแก้ปัญหาฝั่งพระนคร ซึ่งตัวเองเป็นคนฝั่งธนบุรี แต่ชวนชาวบ้านริมคลองมานั่งคุยกัน ก็รู้มาว่าในกรุงเทพฯ มีคลองแนวดิ่งเยอะมาก แต่ กทม.ไม่ใช่ มีน้ำท่วมบนถนนแต่น้ำในคลองกลับแห้ง จึงไปดูคลองก็เห็นมีขยะ คลองตื้นเขิน ตอนนั้นชาวบ้านแนะนำให้ทำการผลักดันน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อฟังชาวบ้านแล้วจึงระดมสรรพกำลังเข้ามา ทั้งทหาร จากที่มี ส.ว.เป็นทหารหลายคนสามารถประสานนำทหารไปช่วยลอกคลอง มีชาวบ้านมาช่วยกันเก็บขยะ วัชพืชต่างๆ


          “จากที่รัฐบาลบอกว่าจะทิ้งพระราม 2 เพราะท่วมแน่นอนหากมีมวลน้ำไหลข้ามทางรถไฟสายใต้ใหม่ แต่จากการทดลองทำ เราทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2 โดยขณะนั้นกรมชลประทานบอกว่า จากน้ำที่ไหลลงทะเลผ่านคลองอยู่ที่ 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่สามารถเพิ่มเป็น 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2”


          จากเหตการณ์นี้ทำให้ “รสนา” มั่นใจว่าการแก้ปัญหาหลายๆ ต้องดึงสรรพกำลังจากคนในพื้นที่มาร่วมกันปัญหาในกรุงเทพฯ เพราะคลังของคนในกรุงเทพฯ มีเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาส จึงต้องเข้าไปแก้ปัญหาโดยอาศัยการสะท้อนของชาวบ้านในพื้นที่


          “เราอยากจะดึงคนที่มีความสามารถ คนคุ้นเคยกับพื้นที่ มาเสนอความเห็นเพื่อแก้ปัญหากรุงเทพฯ ต้องมาจากความร่วมมือกัน แต่ต้องผ่านด่านแข่งขันกว่าจะเข้าไปพื้นที่นั้นได้ ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่ประเมินอยู่ว่าตัวเองมีพละกำลังพอหรือไม่ที่จะเข้าไปต่อสู้ได้”