หลายเดือนก่อนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทางสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้โพสต์เรื่องราวระบุว่าเป็นลูกบ้านโครงการบ้านจัดสรรชื่อดังไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากทางโครงการดังกล่าวปล่อยปละละเลย บกพร่องเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย จนทำให้โจรขโมยเพ่นพ่านและเข้าไปก่อเหตุงัดแงะบ้านขโมยทรัพย์สินสร้างความเสียหาย ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่ตัดสินใจและอยู่ระหว่างตัดสินใจซื้อบ้านอยู่ 

 

 

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธวัช วีระสวัสดิ์ ทนายความ บริษัทพหุธน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ออกมาอธิบายพร้อมเรียกร้องให้ นายเจษฎา (ขอสวงนนามสกุล) ลูกบ้านของหมู่บ้านอยู่สบาย 8 จ.นครปฐม ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลจังหวัดนครปฐม ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2562 หลังจากที่มีคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย กล่าวหาว่าโครงการอยู่สบาย 8 ละเลยการดูแลรักษาความปลอดภัย ทำให้เกิดการโจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้านของ นายเจษฎา ทั้งนี้หลังจากที่มีคดีความฟ้องร้องนั้น ทางศาลได้ไกลเกลี่ยและเจรจายอมความระหว่างกัน โดยในสัญญายอมความดังกล่าวระบุให้ นายเจษฎา ลงโฆษณาผ่านสื่อสารมวลชนเพื่อขอโทษและชี้แจงว่าเรื่องที่กล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง

 

 

 

ไขสงสัย'บ้านอยู่สบาย'ไม่ปลอดภัยจริงหรือ

 


          “เรื่องนี้ผ่านไปกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ลูกบ้านที่เป็นคู่ความยังไม่ดำเนินการตามสัญญายอมความ ซึ่งสร้างความเสียหายให้โครงการเป็นอย่างมาก เพราะเกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชนทั่วไป และบุคคลที่เข้ามาชมบ้านตัวอย่างจนทำให้โครงการไม่สามารถขายบ้านในโครงการได้ตามเวลาที่บริษัทพหุธนฯ วางแผนไว้ โดยข้อกล่าวหาของลูกบ้านที่โพสต์ข้อความเรื่องถูกโจรกรรมทรัพย์สินนั้น ตำรวจท้องที่ได้เข้าตรวจสอบแล้วไม่พบร่องรอยการงัดแงะ หรือรื้อค้นบ้าน แม้ในชั้นการไกล่เกลี่ยของศาลจะไม่นำพยานหลักฐานสืบค้นข้อเท็จจริง แต่เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นและลงนามรับทราบร่วมกันแล้ว ควรต้องรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้นอีก ซึ่งเหตุที่นายเจษฎายอมความเรื่องนี้ต่อศาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีทีท่าว่าจะยอมความ และยังนำเรื่องฟ้องร้องต่อ สคบ. เป็นไปได้ว่าสิ่งที่เป็นข้อกล่าวหาโครงการนั้นไม่ใช่เรื่องจริง อีกทั้งหากคดีที่ฟ้องร้องและมีการเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท หากนำไปสู่การสืบพยานและตรวจสอบอาจต้องแพ้คดีและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย" นายธวัช กล่าว

 



          ด้าน น.ส.กษมา อเนกวรพงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดโครงการอยู่สบาย กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ตามแผนของโครงต้องปิดการขายบ้านในโครงการทั้งหมด 49 หลัง ตั้งแต่ปี 2561 แต่ปัจจุบันยังคงบ้านในโครงการอีก 12 หลัง เนื่องจากหลังเกิดเรื่องถูกกล่าวหาด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลลูกบ้านในโครงการผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของประชาชนที่เข้ามาติดต่อชมโครงการ มีลูกค้าที่เดิมตกลงจะซื้อบ้านในโครงการ ยกเลิกการจองและซื้อขายกว่า 10 ราย หากคำนวณเป็นค่าเสียหายทั้งหมดจะอยู่ที่ 50 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นและคาดว่าจะมีต่อไปทางโครงการ ขอเรียกร้องให้ นายเจษฎา ลบข้อความที่โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และลงโฆษณาขอโทษรวมถึงชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อสารมวลชนโดยทันที

 

 

 

ไขสงสัย'บ้านอยู่สบาย'ไม่ปลอดภัยจริงหรือ

 


          “ยืนยันว่าทางโครงการดูแลความปลอดภัยของลูกบ้านและตรวจตราพื้นที่อย่างเข้มงวด ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุโจรกรรมเกิดขึ้นในโครงการแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งบ้านของคุณเจษฎาขณะนี้ยังพบผู้อาศัย แต่เป็นการปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอาศัย ขณะที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ไม่เคยพบเหตุการณ์ขโมยขึ้นบ้าน หรือทรัพย์สินสูญหายจากการโจรกรรม ดังนั้นขอความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้าด้วย” น.ส.กษมา ระบุ


          เรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมปัจจุบันหากจะโพสต์อะไรต้องตรองให้ถ้วนถี่ นอกจากจะสร้างความเสียหายให้คนอื่น ก็อาจจะพาให้ตัวเองถึงคราวซวยโดนฟ้องร้องได้เช่นกัน