royal coronation
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562
เจาะประเด็นร้อน

ฝ่ายค้านอยากพบ "บิ๊กตู่" มอบธงนำแก้ รธน.

วันที่ 30 กันยายน 2562 - 20:24 น.
ฝ่ายค้าน,อยากพบ,บิ๊กตู่,แก้ รธน
Shares :
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านพบทีมข่าวเครือเนชั่นชี้แจงเจตนำนงเสนอแก้ไขรธน.และพร้อมมอบ "ธงนำ"การแก้กติกาหลักให้ นายกฯ เป็นผู้ถือ

         เมื่อวันที่ 27 กย.ที่ผ่านมา  แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติไทย, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และเกษปรียา แก้วแสงเมือง โฆษกพรรค ที่เดินสายพบปะหลากกลุ่มในสังคม เพื่อชี้แจงถึงเจตจำนงในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่ในขณะนี้  ได้เดินทางมาพบกับ “ทีมข่าวเครือเนชั่น" 

 

     

        คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า “เชื่อว่า ถ้าเราเริ่มต้นพูดคุยกันกับองค์กรภาคส่วนต่างๆ มีเวทีแสดงความคิดเห็น ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ โดยที่เราไม่ได้พูดกันว่าต้องการแก้กติกาหลักเพื่อนักการเมือง แต่เป็นการแก้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง และทุกคนทุกฝ่ายเป็นเจ้าภาพในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็จะไม่มีปัญหาความขัดแย้งรุนแรง”

    “ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยอมให้ผมพบพรุ่งนี้ก็ได้ ผมก็พร้อม” คำยืนยันของหัวหน้าพรรคสีส้ม เกี่ยวกับความพร้อมในการหารือกับ สร.1 เพื่อหาแนวทางและข้อยุติการแก้ไขกติกาหลักของบ้านเมืองที่ขั้วฝ่ายค้านมองว่าสร้างปัญหาหลายวาระ

     พรรคฝ่ายค้านได้จัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่า เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นวาระสำคัญ เนื่องจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะหยิบยกญัตติการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหารือ ดังนั้นตลอดเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงของขั้วฝ่ายค้านในการเดินสายทำความเข้าใจกับหลายภาคส่วนในสังคม

   

      แกนนำพรรคฝ่ายค้านระบุตรงกันว่า การแก้กติกาหลักให้สำเร็จ ต้องอาศัยทุกภาคส่วนขับเคลื่อน ลำพังเพียงพรรคฝ่ายค้านยังไม่พอ ต้องให้ ส.ว.สนับสนุนด้วย นอกจากนี้ยังมีแผนพบปะพูดคุยกับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลในสัปดาห์นี้และยังอยากขอพบพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องนี้ด้วย และพร้อมมอบ “ธงนำ” การแก้กติกาหลักให้ ”บิ๊กตู่” เป็นผู้ถือ

      “เราควรมาพูดคุยกันว่า มีความเห็นอย่างไรบ้าง รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรบ้าง หลังจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็โหวตสนับสนุนญัตติแนวทางแก้กติกาหลักไปแล้ว อย่างไรก็ตามฝ่ายค้านได้อธิบายถึงรายละเอียดในการแก้ไขหลายเวทีแล้วว่า เราไม่ได้แก้เพื่อนักการเมือง เป็นข้อตกลงร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยืนยัน หมวด 1 หมวด 2 หมวด 3 ไม่ยุ่ง เราไม่ได้เสนอรัฐธรรมนูญใหม่ควรมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง แต่เราเสนอกระบวนการที่ดีที่สุดว่ารัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ยึดโยงประชาชน เป็นสภาที่ตั้งขึ้นมาทำภารกิจเฉพาะกิจ” ธนาธร กล่าว 

                        

       และว่า “พวกเราเห็นว่า การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่ควรเป็นเจ้าของในการยกร่าง เพราะเราไม่มีพลัง เราทำไม่ได้ แต่เราอยากให้มีองค์กรผู้นำชุมชน นักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ องค์กรเครือข่าย สื่อมวลชน ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการร่างครั้งนี้ เราอยากให้เรื่องของรัฐธรรมนูญเป็นวาระหลักของสังคม เพราะในอดีต กลุ่มส.ว.ข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษา ปฏิเสธรับรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่เมื่อภาคสังคม สื่อมวลชนกดดันว่าถ้าอยู่อย่างเดิมก็ไปไม่ไหว เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาที่เราต้องอยู่ร่วมกัน ความเห็นร่วมจึงเกิดขึ้น”

      ขณะที่ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุว่า อยากให้ทุกคนมาร่วมเป็นเจ้าภาพ อยากให้เกิดการพูดคุยร่วมกัน อย่าไปคิดเหมือนหมอดูว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญจะเกิดการนองเลือด เพราะมันไม่ใช่แบบนั้นเราต้องคุยกัน

     “การที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันยังไม่ทราบว่าแก้อย่างไร หรือจะแก้บางมาตรา เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคของการบริหารประเทศ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เท่ากับแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาของคุณ ฉะนั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น หากจะมีการแก้ไขก็ต้องดูกันว่า วันนี้คุณจะทำการแก้ไขเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้นำของประเทศ หรือจะมาเป็นวีรบุรุษของประเทศ” คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ

                          

        คุณหญิงสุดารัตน์ ชี้แจงว่า หากถามว่าทำไมฝ่ายค้านต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอเรียนว่าไม่ใช่ว่าพวกเราต้องการแก้ไขประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อนักการเมือง หรือแก้เพื่อตัวเอง แต่พวกเรามองเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำลังสร้างปัญหากระทบไปถึงเรื่องทางเศรษฐกิจ การให้ความเชื่อมั่นยอมรับนักลงทุน

     “และที่สำคัญ ตอนนี้รัฐบาลกำลังติดกับดักรัฐธรรมนูญที่ตัวเองยกร่างไว้ เพราะตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. ยังใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งยกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกือบ 10 ครั้ง และหลังเลือกตั้ง เข้ามาเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารของรัฐบาล" คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ

          

       “ถ้าฝ่ายค้านต้องการจะเล่นงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่ากระทำขัดรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้อยู่แล้ว เช่น นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร รัฐธรรมนูญเขียนชัดว่าทำไม่ได้ แต่รัฐบาลก็ออกโครงการนี้มาแล้ว แต่เป็นเพราะคนที่เป็นนายกฯ ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอยู่ได้ ถ้านายกฯ ในวันนี้เป็นคนของฝ่ายค้าน ป่านนี้ คงจะไม่รอดในช่วงสองเดือนนี้แล้ว" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

     และว่ารัฐบาลกระทำการขัดรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง นอกจากการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน การแถลงนโยบายรัฐบาลต้องแถลงที่มางบประมาณ ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ปรากฏว่าก็ไม่มีการแสดงไว้

      คุณหญิงสุดารัตน์สรุปว่า "แม้แต่มาตรา 270 ที่ระบุว่าให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาครบทุก 3 เดือน ก็ยังไม่ปรากฏ พวกเขากำลังติดกับดักที่ตัวเองเขียนไว้เอง”

      ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า มาตรา 73 บัญญัติว่ารัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทํากินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

     

     “ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปค้ำประกันราคายางพารากิโลกรัมละ 60 บาท จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุนี้หรือไม่ การที่พวกเขาอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหาร” พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกต

       สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ แสดงความเห็นว่า การแก้ไขครั้งนี้ไม่ใช่แก้เพื่อพรรคฝ่ายค้านหรือเพื่อนักการเมือง เป้าหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเพื่อนักการเมือง ต้องการเขียนเพื่อประชาชน ถ้าพวกเรามีกติกาไม่เป็นธรรมสังคมอยู่กันอย่างลำบาก ซึ่งต้องแก้ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ให้มีสิทธิศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมกัน

      “กรณีที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ซึ่งรัฐบาลบอกว่า กำลังจะทำให้เป็นโฉนดทองคำ ถามว่าเป็นทองคำของใคร ก็เป็นของนายทุนส่วนใหญ่ หรือกรณีการทำโครงการอีอีซี ก็ไม่มีผังเมือง เป็นการจิ้มตามต้องการ กลายเป็นพื้นที่สีม่วง เมื่อเข้าไปดูก็ตกใจ เป็นพื้นที่ของเจ้าสัวทั้งนั้น มันคืออีอีซีที่พูดกันอย่างดีจากที่ดินซื้อชาวบ้านมา 4 หมื่นบาท ตอนนั้นคนครอบครองเป็น 10 ล้าน นั่นเป็นที่ของชาวบ้านหรือไม่" หัวหน้าพรรคเพื่อชาติระบุ

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ