royal coronation
วันที่ 21 ตุลาคม 2562
เจาะประเด็นร้อน

ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชน

วันที่ 20 กันยายน 2562 - 08:42 น.
ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ,ธุรกิจเอกชน,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
Shares :
เปิดอ่าน 11 ครั้ง

คอลัมน์...   เรื่องน่ารู้ว่านนี้...กับคดีปกครอง  โดย... นายปกครอง

 

 

 

          การเปิดกิจการค้าขายหรือการให้บริการ... “ทำเล” ของสถานประกอบกิจการที่เหมาะสมและทางเข้าออกที่สะดวกสบายสำหรับลูกค้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ของเจ้าของกิจการนั้นๆ

 

 

          คดีปกครองที่นำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้น่าสนใจทีเดียวเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปิดล้อมรั้วสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชนครับ...


          คดีนี้เป็นเรื่องของเจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยรถแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดกิจการในตึกแถวอยู่ติดกับสำนักงานขนส่งจังหวัด มีรั้วลวดหนามของสำนักงานขนส่งจังหวัดกั้นเขตระหว่างตึกแถวกับสำนักงาน แต่รั้วลวดหนามได้ถูกรื้อออก กว้างประมาณ 1.5 เมตร เจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยจึงพาดแผ่นคอนกรีตข้ามร่องน้ำเพื่อใช้เป็นช่องทางเดินเข้าออกในพื้นที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัดในการประกอบกิจการของตน


          ต่อมาสำนักงานขนส่งจังหวัดได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตทึบแทนรั้วลวดหนาม ทำให้เจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยรถไม่สามารถใช้ช่องทางเดินดังกล่าวเข้าออกได้เช่นเดิม อีกทั้งตึกแถวดังกล่าวมีผนังด้านข้างและด้านหลังเป็นคอนกรีตทึบสูงจดหลังคาทำให้มืดและร้อนอบอ้าว จึงได้ยื่นคำร้องต่อขนส่งจังหวัดเพื่อขอให้ก่อสร้างประตู ช่องลมหรือทางเข้าออกรั้วพิพาทแต่ถูกยกคำร้อง จึงยื่นฟ้องขนส่งจังหวัดต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้ขนส่งจังหวัด สร้างประตู ช่องลมหรือช่องทางเข้าออกรั้วพิพาทดังกล่าว


          คดีมีประเด็นที่น่าสนใจว่าการก่อสร้างรั้วคอนกรีตของสำนักงานขนส่งจังหวัดซึ่งปิดกั้นที่ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเคยใช้ติดต่อกับลูกค้า และการที่ไม่อนุญาตเปิดทางตามคำร้องของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?




          ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขนส่งจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุมีหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ทั้งยังมีหน้าที่ในการดำเนินการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่โดยกำหนดมาตรการเพื่อพิทักษ์รักษาให้ความปลอดภัยแก่ที่สงวน อาคาร และสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 


          เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ที่มีสิทธิหน้าที่ที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองดูแลและบำรุงรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งการเปิดรั้วลวดหนามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตยังเป็นการทำลายเครื่องล้อมกันเขต ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ขอจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงรั้วลวดหนามเป็นรั้วคอนกรีตเพื่อปิดกั้นพื้นที่ที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเอกชนรายอื่นๆ เป็นการถาวร ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ โดยใช้เครื่องกีดขวางเพื่อป้องกันขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวบุคคลและยานพาหนะที่ไม่มีสิทธิเข้าไปในพื้นที่ที่มีการรักษา ตามข้อ 37 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552


          ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำประตู ช่องลมหรือช่องทางเข้าออกรั้วด้านข้างของสำนักงานขนส่งจังหวัด จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี 


          นอกจากนั้นตามที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอได้เปิดทางเข้าออกทุกด้านให้ประชาชนใช้บริการนั้น ทางเข้าออกสถานที่ราชการเป็นประตูเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่การทำประตูเปิด-ปิดตามคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของผู้ฟ้องคดีแต่เพียงผู้เดียว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่ของทางราชการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการกับประโยชน์ในการประกอบกิจการขายกรมธรรม์ประกันภัยรถของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลแล้ว ไม่อาจถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเกินสมควร


          คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับประชาชนที่อาศัยพื้นที่ของราชการเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากส่วนราชการให้เข้าใช้พื้นที่ ถือเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของราชการ อีกทั้งการก่อสร้างรั้วคอนกรีตแทนรั้วลวดหนาม ถือเป็นการรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่ของราชการและประชาชนที่มาติดต่อรวมถึงเอกสารของทางราชการ ความเสียหายที่เอกชนผู้ประกอบกิจการได้รับจากการที่ไม่สามารถเข้าออกบริเวณทางพิพาทได้ จึงไม่เป็นการสร้างความเสียหายแก่เอกชนเกินสมควรเมื่อเทียบกับประโยชน์ต่อทางราชการและประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมที่มาติดต่อราชการ ดังนั้น จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด 


          (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1770/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)


 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ