คมชัดลึกออนไลน์ 3 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
เจาะประเด็นร้อน

มาเรียมกับมนุษย์...โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง

10 กันยายน 2562 - 13:55 น.
มาเรียม,พลาสติกจิ๋ว,ขยะ
เจาะประเด็นร้อน

Shares :
เปิดอ่าน 1,096 ครั้ง

มาเรียมกับมนุษย์...โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง โดย...   ทีมข่าวรายงานพิเศษ


 

  
          ภาพเศษถุงพลาสติกเต็มท้อง “น้องมาเรียม” สร้างความสะเทือนใจให้เหล่าสาวกออนไลน์เป็นอย่างมาก มีการกระหน่ำแชร์ตีโพยตีพายถึงอันตรายขยะพลาสติกในท้องทะเลไทยมากมาย...แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอันตรายของพลาสติกไม่ได้มีแค่ในน้ำทะเล เพราะในขวดน้ำดื่มใสแจ๋วก็มีเช่นกัน เพียงแค่บิดฝาก็เจอพลาสติกจิ๋วปนเปื้อนทันที...

 

 

          ผลชันสูตร “น้องมาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าแม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่า “น้องจากไปเพราะขยะพลาสติกเล็กๆ เข้าไปขวางลำไส้” ส่งผลให้อุดตันและอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงรายงานผลสำรวจขององค์กร “ออร์บ มีเดีย” (Orb Media) เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่นำน้ำดื่ม 250 ขวด ของ 11 ยี่ห้อ วางขายใน 9 ประเทศ คือ สหรัฐ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล เคนยา  เลบานอน เม็กซิโก และ “ไทยแลนด์” มาสุ่มตรวจจนพบอนุภาคพลาสติกถึงร้อยละ 93 โดยเป็นยี่ห้อน้ำดื่มมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Evian Aqua และ Nestle Pure Life หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเนสท์เล่ เพียวไลฟ์


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

 


          นักวิทยาศาสตร์ใช้สีย้อม “ไนล์เรด” ฉีดเข้าไปเพื่อให้ยึดเกาะและมองเห็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่ล่องลอยเจือปนอยู่ในน้ำ พบว่าน้ำขนาด 1 ลิตร มีอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเฉลี่ยตั้งแต่ 100–1,000 ชิ้น หมายความว่าน้ำขวดที่เราซื้อดื่มกันทุกๆ วันนั้นมี “ไมโครพลาสติก” แอบปนเปื้อนอยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว
    

          “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม. แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ 1 เม็ดพลาสติกตั้งต้น ที่ตั้งใจผลิตขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น “เม็ดสครับ” (scrub) ในสบู่ล้างหน้า หรือ “คริสตัล บีดส์” (Crystal Beads) ในผงซักฟอก ส่วนกลุ่ม 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก เป็นเศษหลุดลอกหรือเสื่อมสลายแตกตัวมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น เศษถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่เปื่อยหรือแตกแล้ว

 

 

 


          ก่อนหน้าที่ไม่ค่อยมีใครกังวลใจกับขยะ “พลาสติกจิ๋ว” เหล่านี้มากนัก จนกระทั่งพบว่าพวกมันปนเปื้อนในน้ำดื่มเกือบทุกขวด กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันออกมาแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่เชื่อว่า “กลไกร่างกายมนุษย์จะขับออกไปได้เพราะเล็กจิ๋วมาก” ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก กับอีกกลุ่มที่เห็นตรงข้ามว่า “อนุภาคขนาดเล็กจะยิ่งเข้าไปเกาะติดในเนื้อเยื่อหรือผนังทางเดินอาหาร” ถ้าสะสมจำนวนมากอาจส่งผลให้การทำงานของอวัยวะในร่างกายผิดปกติได้
 

          เช่น ดร.สเตฟานี ไรท์ จากสถาบันการศึกษาคิงส์คอลเลจ ของอังกฤษ  เตือนว่าพวกมันอาจไปซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันในผนังกระเพาะ หรือแอบไปฝังตัวสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง หากโชคร้ายอาจเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมในตับก็ได้ จากนี้ไปคงต้องศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วนว่าไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหารเหล่านี้เป็นอันตรายแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งบางชนิด หรือทำให้จำนวนอสุจิลดลง
 

          ปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มแบบขวดขายปีละ 4,400 ล้านขวดต่อปี หมายความว่าพวกเราก็ไม่ต่างจาก “น้องมาเรียม” ที่รับ “พิษพลาสติก” เข้าท้องทุกวัน
 

 

 

 

 

          นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาประเมินว่าคนอเมริกันรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายปีละประมาณ 70,000 หน่วย ถ้าใครชอบซื้อน้ำขวดกินเป็นประจำก็จะรับเพิ่มเข้าไปอีกเป็น 90,000 หน่วย
 

          ช่วงนั้น “นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการปนเปื้อนดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เชื่อว่าน้ำดื่มบรรจุขวดในไทยยังคงปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะกำหนดคุณภาพตามมาตรฐานสากล ต้องสะอาดไม่มีสารหรือสีออกมาปนเปื้อน ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และควบคุมปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในพลาสติกได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
 

          ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเกี่ยวกับ “ผลกระทบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” ถือเป็นฉบับแรกที่เน้นการปนเปื้อนในน้ำดื่ม โดยสรุปเนื้อหาได้ว่า "ไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.15 มิลลิเมตร จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าขนาดเล็กกว่านั้นโดยเฉพาะนาโนพลาสติกจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการพบพลาสติกจิ๋วในขวดน้ำดื่มว่ามีจำนวนมากกว่าน้ำประปาเล็กน้อย โดยพบจาก “ฝาปิด” และกระบวนการผลิตขวด !

 

 

 

 


          ทำให้เกิดคำถามว่าพลาสติกจิ๋วเกี่ยวกับฝาปิดขวดน้ำอย่างไร?
          “ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในขวดน้ำดื่มนั้น ส่วนใหญ่มาจากขั้นตอน “การปิดฝา” และ “บิดฝาเพี่อเปิดดื่ม” ซึ่งทำให้เกิดเศษพลาสติกขนาดเล็กมากๆ แตกหักปนเปื้อนลงไปในน้ำภายในขวด พร้อมกล่าวต่อว่า


          นอกจากในน้ำดื่มแล้วยังพบส่วนที่เป็นขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมอีกจำนวนมาก โดยวิธีการลดปริมาณขยะไมโครพลาสติกนั้นมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบที่ 1 พลาสติกที่เกิดจากการตั้งใจผลิตขึ้นมา เช่น ส่วนผสมในโฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ต้องมีการประกาศห้ามใช้ ซึ่งบางประเทศใช้วิธีการ “แบน” (Ban) หรือไม่ให้ผู้ผลิตใช้ไมโครพลาสติกเป็นส่วนประกอบ ส่วนรูปแบบที่ 2 ได้แก่ไมโครพลาสติกที่แตกตัวหรือย่อยสลายมาจากพลาสติกชิ้นใหญ่ต้องใช้การควบคุมหรือจัดการป้องกันไม่ให้กระจายหรือหลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น กำหนดให้บริษัทผลิตเครื่องซักผ้าคิดค้นวิธีดักกรองไมโครไฟเบอร์ หรือพวกเส้นใยขนาดเล็กๆ ที่หลุดออกมา


          “ควรห้ามหรือลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น กล่องโฟม ฯลฯ เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า กล่องชานอ้อย หรือวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน รวมถึงจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ร้านค้าไม่ควรแจกถุงฟรี ต้องเก็บเงิน นอกจากนี้ควรมีมาตรการควบคุมนักท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ให้รับผิดชอบนำขยะของตัวเองออกมา ไม่ทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น บางอุทยานมีการเก็บเงินมัดจำขยะ 100 บาท เมื่อนักท่องเที่ยวนำขยะออกมาโชว์ ก็จะคืนเงินมัดจำให้” ดร.สุจิตรา กล่าวแนะนำ
 

 

 

 

 

          ทั้งนี้เมื่อปี 2560 เกาหลีใต้ไม่ให้เครื่องสำอางและยาสีฟันมีส่วนผสมของไมโครพลาสติก และในปี 2561 อังกฤษสั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด


          ส่วนประเทศไทยที่มีสถิติ โยนขยะทิ้งลงทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และในแต่ละปีผลิตขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตันนั้น ก็ได้ประกาศ “โรดแม็พ” หรือ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 เช่นกัน


          โดยกำหนดว่าภายในปี 2562 จะเลิกใช้ พลาสติกผสมไมโครบีดส์
 

          ผ่านไปจนจะหมดปี 2562 แล้ว ก็ไม่เห็นว่า “รัฐบาล” มีประกาศหรือมาตรการอะไรบังคับใช้อย่างจริงจัง...หรือเป็นไปได้ว่า “คุณลุงบิ๊กตู่” ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า “ไมโครพลาสติก”?
 

          คงต้องรอผ่าท้องคนไทยแล้วเจอ “เศษพลาสติกจิ๋วเสียก่อน” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะเริ่มตื่นเต้น!?!

 
 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ