คอลัมนิสต์

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

27 ส.ค. 2562

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2562

 

 

 

          กับข้อวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล ในทำนอง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” พร้อมกันนั้นก็ยังท้วงติงรัฐบาลเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลได้แถลงยืนยันว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการกระตุ้นในระยะสั้น ต้องการพยุงให้จีดีพีปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี เป็นมาตรการที่ครอบคลุมหลายภาคส่วนและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องศึกษาเนื้อหาของชุดมาตรการให้ละเอียด ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาในระยะยาวจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ วิธีคิดและการทำงาน

 

 


          มาตรการที่รัฐบาลออกมานี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การส่งออก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชะลอตัว เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไทยน้อยลง ขณะที่ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องยังส่งผลทางลบต่อกำไรในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทำให้รายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง ซึ่งรัฐบาลคาดหมายว่า การบริโภคภายในประเทศก็จะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปีก่อน

 


          โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ความรุนแรงของสงครามการค้าที่อาจเพิ่มระดับมากขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจมีมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นทราบกันดีอยู่แล้ว และรัฐบาลเองก็กำลังใช้มาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงภายในก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองที่ยังไม่นิ่งพอ เพราะรัฐบาลเองก็มีปัญหาไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะสภาพเสียงสนับสนุนในสภาแบบปริ่มน้ำ อีกทั้งการผลักดันนโยบายของรัฐบาลก็จะทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะจำนวนเสียงสองฝ่ายใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้าออกไปถึงต้นปีหน้า ก็อาจจะกระทบต่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐในไตรมาสสุดท้าย

 


          สงครามการค้าและความผันผวนทางเศรษฐกิจ คงจะไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะรับมือให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมืองที่ควรจะเน้นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่เล่นบทบาทของฝ่ายแค้น ที่มุ่งเน้นไปที่การโค่นล้มเสียมากกว่า ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสในการผลักดันนโยบาย ความร่วมมือในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนราชการก็ต้องเร่งเรื่องการเบิกจ่ายไม่เกียร์ว่าง ในด้านของภาคเอกชน ภาคประชาชนนั้นก็สามารถช่วยเหลือให้ประเทศไทยฝ่าฟันมรสุมครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็คือการบริโภคภายในประเทศ เช่นการท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อหา เพื่อให้กระแสเงินหมุนเวียนหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างดี ก็น่าจะผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้