
ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย...ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?
ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย...ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?
ผ่านไป 2 วัน 2 คืน กับการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความคุกรุ่น ขัดแย้ง ปั่นป่วน ตีรวน วุ่นวาย มุ่งเน้นแต่เรื่องคุณสมบัติและแบ่งแยกเผด็จการกับประชาธิปไตยในระดับ “เอาเป็นเอาตาย” แม้จะมีการอภิปรายดีๆ ของ ส.ส.น้ำดีสลับมาบ้าง แต่ก็น้อยจนน่าใจหาย
คำถามก็คือประชาชนได้อะไรบ้างจากการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล และนักการเมืองยกระดับการทำงานของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ?
ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวกับ “ล่าความจริง” ถึงภาพรวมการอภิปรายนโยบายรัฐบาลตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า ประชาชนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เพียง 10-15% เท่านั้น เนื่องจากต้องมาเสียเวลาฟังการประท้วง เสียดสี ตำหนิติเตียนกัน
แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ ตั้งแต่แรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ควรเดินตามเกมฝ่ายค้านในเรื่องการอ่านนโยบายทั้งฉบับ ควรจะสรุปผ่านเพาเวอร์พอยต์ เพราะการแถลงนโยบายไม่จำเป็นต้องละเอียด แค่สรุปสาระสำคัญและอธิบายให้เข้าใจก็เพียงพอ เนื่องจากฝ่ายค้านเองก็มีเอกสาร แต่เมื่อต้องอ่านทุกบรรทัด ทุกย่อหน้า แทนที่ประชาชนควรเข้าใจ กลับไม่เข้าใจเกี่่ยวกับนโยบายเลย
ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็พูดนอกเรื่อง ไม่ได้อยู่ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย เน้นไปที่ตัวบุคคลค่อนข้างมาก มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจริงๆ คิดเป็น 20% เท่านั้น จริงๆ แล้วฝ่ายค้านควรแนะนำหรืออธิบายกับเนื้อหานโยบายมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแต่ละนโยบาย ซึ่งรัฐบาลอธิบายไม่ชัดเลย และฝายค้านก็ไม่ได้วิพากษ์ประเด็นนี้ เพราะการนำนโยบายไปปฏิบัติ หากเสี่ยงก่อให้เกิดหนี้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ส่วนท่าทีของนายกฯ ที่ปรากฏตลอด 2 วันในช่วงการอภิปรายนโยบาย ดร.เจษฎ์ เสนอว่า นายกฯ ควรนิ่งมากกว่านี้ เพราะเป็นเพียงการอภิปรายนโยบายเท่านั้น เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังไม่ถึงการอภิปรายงบประมาณ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเป็นช่วงนั้น นายกฯ อาจต้องเจอมากกว่านี้เป็น 2 หรือ 3 เท่า
“เมื่อนายกฯ แสดงท่าทีไม่พอใจ ทำให้สถานการณ์เสียเปรียบ ขณะที่ฝ่ายค้านก่อนหน้านี้บอกว่าจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แบบยุคใหม่ แต่ภาพที่ปรากฏทั้ง ส.ส.หน้าเก่าและใหม่ ยังคงเล่นการเมืองรูปแบบเดิมๆ และไม่ก่อประโยชน์อะไร” ดร.เจษฎ์ สรุป
ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวกับ “ล่าความจริง” เช่นกันว่า ภาพรวมของนโยบายรัฐบาลก็ถือว่าดี โดยเฉพาะถ้าทำได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติค่อนข้างมาก และไม่มีแนวปฏิบัติ ตลอดจนงบประมาณที่นำมาใช้ จึงไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงตามนั้นหรือไม่ คงต้องรอดู
จุดเด่นของนโยบาย ที่โดดเด่นมากก็คือ ข้อ 7.2 การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ถือว่าเขียนออกมาดี มีการส่งเสริมวัฒนธรรม แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นแบบเดิมๆ ที่ไม่เกิดผลอะไรตามมา คือทำแค่อีเวนท์ และที่ยังเขียนไม่ชัดคือ การสร้างอัตลักษณ์เรื่องวัฒนธรรม และที่เกี่ยวกับค่านิยมจริยธรรม ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก และวัฒนธรรมไม่ใช่แค่การแต่งกาย แต่เป็นเรื่องของจิตใจและการประพฤติด้วย โดยสิ่งที่ขาดคือ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย” ที่ไม่มีเขียนเอาไว้เลย
ส่วนจุดด้อยที่น่าเสียดายมาก คือ เรื่องความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และกระจายอำนาจ เขียนเอาไว้น้อยมาก สะท้อนถึงการให้ความสำคัญ โดยคำว่า “สตรี” มีคำเดียวในนโยบาย 30 กว่าหน้า อยู่ในข้อ 5.9.3 ส่งเสริมเยาวชนและบทบาทสตรีในการเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ แต่ขาดการเสริมสร้างบทบาททางการเมือง
ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงความกังวลการทำหน้าที่ของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เพราะไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยได้ แม้จะเคยทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมานานถึง 5 ปี แต่เป็นคนละเรื่องกับสภาเลือกตั้งที่นักการเมืองมีความเก๋า มีลูกล่อลูกชน และมีลูกเล่นทางกฎหมายรวมถึงข้อบังคับอย่างแพรวพราว
รศ.ดร.ยุทธพร ยังประเมินว่า การแถลงนโยบายที่ผ่านมา ไม่มีใครได้ใครเสีย เพราะยังมุ่งถกเถียงกันแต่เรื่องเดิมๆ คือ การเอาหรือไม่เอา คสช. ไม่ค่อยได้แตะเนื้อหานโยบายเท่าที่ควร ส่วนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ว. และ ส.ส. แม้จะยกระดับขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังมีปัญหาการประท้วงและโต้เถียงกันในประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์ จึงยังไม่สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้
สุดท้าย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดัง ยังฝากเตือนไปถึงสมาชิกรัฐสภาบางคนว่า ไม่ควรพูดสนับสนุนการรัฐประหารในสภา แต่ควรเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการพูดผิดเวที



