คอลัมนิสต์

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

18 ก.ค. 2562

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"   โดย...   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

 

 

          “ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370” Good night Malaysian three seven zero
  

          ถ้อยคำปริศนาสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาหมัด ชาห์” เที่ยวบิน MH370 ผู้ทำให้คนทั่วโลกถกเถียงกันว่า “เครื่องบินโบอิ้ง 777” หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ได้อย่างไร แม้เวลาผ่านไป 5 ปี มนุษย์ยุคไฮเทคสุดยอดก็ยังหาไม่เจอ!

 

 

          ย้อนไปค่ำคืนวันที่ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบินเอ็มเอช 370  สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บรรทุกผู้โดยสาร 239 คนเดินทางออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เวลา 00.40 น. ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงก็ไม่มีใครในโลกใบนี้สามารถติดต่อเครื่องบินลำนี้ได้อีกเลย...


          ภารกิจค้นหาเครื่องบินลำนี้ในช่วงวันแรกๆ เริ่มแถว ‘ทะเลจีนใต้’ โดยอ้างอิงเส้นทางบินปกติของเที่ยวบินดังกล่าวที่ต้องผ่านน่านฟ้าเวียดนาม หน่วยงานค้นหาซากเครื่องบินจากมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ รวมถึงประเทศไทยระดมเรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ฯลฯ ออกช่วยกันค้นหาอย่างเร่งด่วน 24 ชั่วโมง ทั้งทางบก ทางทะเลและตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงทะเลจีนใต้ แต่ผ่านไปเกือบ 1 อาทิตย์ไม่พบเศษซากใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

 

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

 


          จนกระทั่งหลายฝ่ายช่วยกันกดดัน “รัฐบาลมาเลเซีย” ให้เปิดเผยข้อมูลจากจอเรดาร์ เนื่องจากมีบริษัทอินมาแซท (Inmarsat) ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของอังกฤษตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของเอ็มเอช 370 ว่ามีการกลับลำหันหัวเครื่องบินย้อนกลับไปทางคาบสมุทรมลายูก่อนบินเข้าสู่ทะเลอันดามันและหายไปช่วงถึง “มหาสมุทรอินเดีย” 

 

          ในที่สุดตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียออกมาแถลงข่าวยอมรับว่ามีการหันหัวเครื่องบินไปอีกทางจริง สร้างความไม่พอใจให้ทีมค้นหานานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะถ้ามาเลเซียให้ข้อมูลถูกต้องแต่แรกคงไม่ต้องเสียพลังกายและงบประมาณในการค้นหาอย่างสูญเปล่าญาติผู้สูญหายรวมตัวกันก่นด่าประท้วงประณามรัฐบาลมาเลเซียทันที


 

 

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"


  

          คำถามสำคัญคือ "มาเลเซียกำลังปิดบังอะไร?
           คนทั่วโลกติดตามข่าวการสืบสวนหาเครื่องบินลำนี้อย่างใกล้ชิด ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องส่งผู้เชี่ยวชาญและนักข่าวมาสืบหาข้อเท็จจริงที่มาเลเซีย


          เริ่มจากหลักฐานแปลกประหลาดว่า ทำไมเครื่องบินโบอิ้งรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารไฮเทคระดับนี้หายไปจากโลกได้ แถมสภาพภูมิอากาศสุดแสนจะดี ท้องฟ้าโปร่งไม่มีพายุหรือลมมรสุมใดๆ หลายคนตั้งสมมุติฐานอธิบายปริศนาที่เกิดขึ้น เช่น เป็นการวางแผนของกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับมือพระกาฬ บางคนโยงไปถึงมนุษย์ต่างดาว หรือกองทัพทหารลึกลับฉกเครื่องบินลำนี้ไปท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้ายามเที่ยงคืน...


          แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่โยงใยมาจบที่ “กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์” กับนักบินผู้ช่วย เนื่องมาจากหลักฐาน “การจงใจปิดเครื่องมือสื่อสาร” ซึ่งปกติไม่มีกัปตันคนไหนกล้าทำเด็ดขาด  
 

          การขุดคุ้ยประวัติ กัปตันซาฮารี วัย 53 ปี ผู้มีประสบการณ์ขับเครื่องบินมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เต็มไปด้วยความเข้มข้น ขณะที่ฝ่ายครอบครัวออกมาปกป้องว่าทุกอย่างปกติดี เขาเป็นเพียงเหยื่อของคนบางกลุ่ม


          ล่าสุด “วิลเลียม แลงวีช” นักข่าวอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบินออกมาเปิดเผยสมมุติฐานและหลักฐานที่วิจัยค้นคว้ามานานกว่า 5 ปี ว่า กัปตันคนนี้น่าจะบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไประดับความสูง 4 หมื่นฟุต เพื่อทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ โดยตัวเองสวมใส่หน้ากากออกซิเจนในห้องนักบินที่อยู่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่หน้ากากในห้องผู้โดยสารอยู่ได้สิบกว่านาที เมื่อผู้โดยสารหมดสติก็บังคับให้เครื่องบินลอยต่อไปเรื่อยๆ หลายชั่วโมงจนกระทั่งน้ำมันหมดก็ปลดล็อกให้ดิ่งลงสู่ท้องทะเลลึกแถว....จึงไม่มีใครค้นพบซากศพหรือซากเครื่องบินขนาดใหญ่

 

 

 

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

 


          อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาคัดค้านสมมุติฐานนี้ เนื่องจากมีช่องโหว่อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.หากกัปตันต้องการฆ่าตัวตายพร้อมผู้โดยสารทำไมต้องหันหัวเครื่องบินกลับมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อผ่านน่านฟ้าใกล้มาเลเซีย 2.ทำไมรัฐบาลมาเลเซียต้องปกปิดข้อมูลจากเรดาร์ที่โชว์ชัดเจนว่าเครื่องบินย้อนกลับมา และ 3.ทำไมไม่มีใครพบเห็นเศษซากอุปกรณ์สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางต่างๆ ของผู้โดยสาร 239 คน?


          ปริศนา 3 ข้อข้างบนเกิดเป็นข้อสังเกตว่ากัปตันได้หันหัวเครื่องบินกลับมาทางมาเลเซียเพื่อ “ขอต่อรอง” อะไรบางอย่าง แต่รัฐบาลไม่ยอม พร้อมส่งเครื่องบินรบขึ้นประกบแล้วสอยจนร่วงลงมา จากนั้นรีบส่งกองทัพเรือเข้าไปเก็บหลักฐานเศษซากทั้งหมด เพราะกว่าทีมค้นหานานาชาติจะไปบริเวณพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ รัฐบาลมาเลเซียมีเวลากู้ซากเครื่องบินและเก็บเศษชิ้นส่วนต่างๆ ที่ลอยกลางทะเลได้เกือบหมด!?!


          หลักฐานที่นำมาอ้างคือกล่องเก็บข้อมูลพิกัดเดินเรือของ “รุสลี คุสมิน” ชาวประมงอินโดนีเซีย ที่เล่าว่าเห็นเครื่องบิน ลำใหญ่ตกลงบริเวณช่องแคบมะละกาห่างจากเรือประมงไปแค่ 2 กม. ไม่ใช่แค่นายรุสลีเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวและชาวประมงบริเวณนั้นอีกหลายคนให้ข้อมูลคล้ายๆ กัน


          แม้ไม่มีใครตอบได้ว่าสมมุติฐานข้างต้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แต่สิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้วคือ งบประมาณค้นหา “เที่ยวบินเอ็มเอช 370” ทำลายสถิติทุกการค้นหาด้วยตัวเลข 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อกันว่าในอนาคตคงไม่มีการทุ่มเงินและเครื่องไม้เครื่องมือมหาศาลในการค้นหาเครื่องบินพาณิชย์แบบนี้อีกต่อไป


          พื้นที่ค้นหาหลักอยู่บริเวณใต้ท้องมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ รวมแล้วกว่า 1.2 แสนตารางกิโลเมตร เป็นปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินหายครั้งใหญ่สุดและสำคัญสุดในประวัติศาสตร์แต่สุดท้ายคว้าน้ำเหลว ไม่เจอเศษซากเครื่องบินหรืออุปกรณ์ใดๆ ในบริเวณนั้นแม้แต่ชิ้นเดียวตัวแทนทีมค้นหาจากรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวทิ้งท้ายก่อนยุติปฏิบัติการครั้งนี้ว่า

 

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

 

 

 


          “เป็นเรื่องเหลือเชื่อและยอมรับไม่ได้ที่มนุษย์จะหาเครื่องบินลำนี้ไม่พบ”


          ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้พยายามโชว์เศษซากชิ้นส่วนต่างๆ ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำนี้หลายร้อยชิ้น แต่มีเพียง 32 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ “น่าจะใช่” 3 ชิ้น “เกือบใช่” 7 ชิ้น “เหมือนมาก” 8 ชิ้น “เหมือน” 3 ชิ้น และ “ไม่แน่ใจ” 11 ชิ้น ส่วนใหญ่พบจากคลื่นซัดเข้ามาทิ้งไว้บนชายหาดแถวหมู่เกาะเล็กๆ แถบมหาสมุทรอินเดีย เช่น เกาะเรอูนิยง หาดมาดากัสการ์ โมซัมบิก ฯลฯ


          ชิ้นที่ระบุว่า คอนเฟิร์ม 3 ชิ้นนั้น มีเพียง 1 ชิ้น ส่วนปีกเรียกกันว่า “แฟล็ปเพอรอน” ที่ค่อนข้างน่าสนใจ แต่การคอนเฟิร์มนั้น คงแปลเป็นภาษาไทยได้แค่เพียงว่า “น่าจะใช่” เท่านั้น เพราะหน่วยงานที่ยืนยันเป็นแค่เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศส


          ส่วน “บริษัทโบอิ้ง” ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำนี้ขอเล่นบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการยืนยันหลักฐานชิ้นส่วนใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหลักฐานที่รัฐบาลมาเลเซียมีเอกสารยืนยันมาแล้วก็ตาม


          ทำให้ "เอ็มเอช 370" ยังคงเป็นสุดยอดปริศนาลึกลับของโลกต่อไป...

 

 

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"