คอลัมนิสต์

สนิมเรือเหล็ก

สนิมเรือเหล็ก

09 ก.ค. 2562

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562

 

 

          ประชาชนชาวไทยรออีกไม่กี่วัน ก็จะได้ยลโฉมรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่ได้รับฉายาเรือเหล็ก อันหมายถึงความแข็งแรงคงทน แต่จะมีปัญหา

 


          ขึ้นมาได้ก็เพราะเกิดสนิม อันเป็นการเปรียบเปรยว่า รัฐบาลชุดนี้จะบริหารงานได้อย่างราบรื่นหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับพรรคร่วมรัฐบาลที่จะทำตัวเป็นสนิมเกิดแต่เนื้อในหรือไม่ โดยเฉพาะกับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ 253 เสียงมากกว่าฝ่ายค้านจำนวน 244 เสียงไม่มากนัก การบริหารจัดการในสภาผู้แทนราษฎรสำหรับพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรคจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งนอกจากต้องอาศัยการประสานงานของวิปรัฐบาลแล้ว ยังต้องพึ่งพิงความสมัครสมานของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนอีกด้วย แต่ก็เป็นที่หวาดหวั่นกันว่า เมื่ออยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ก็อาจจะทำให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลสร้างเงื่อนไขต่อรองและเรียกร้องต่างๆ นานาไม่มีที่สิ้นสุด

 


          มีความจริงอยู่ว่า ถ้าหากคิดตามตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ ฝ่ายค้านจำนวน 244 เสียงก็ไม่มีทางชนะมติฝ่ายรัฐบาลไปได้ ไม่ว่าจะพิจารณาญัตติหรือร่างกฎหมายใดก็ตาม เว้นเสียแต่ว่า จำนวน 253 เสียงของฝั่งรัฐบาลแตกแถวไปลงมติให้ฝ่ายค้านซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย อย่างเช่น การพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี กรณีที่รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงญัตติ ซึ่งก็คือข้อกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านให้กระจ่างหมดข้อสงสัยได้ ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคนที่จะยกมือสนับสนุนหรือขับไล่ และก็มีเหตุผลด้วยว่า เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ยอมจำนนต่อมติพรรคหรือมติวิปรัฐบาลแบบพวกมากลากไป ต่างจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่จำเป็นต้องสนับสนุนเพื่อให้การบริหารประเทศไม่สะดุด

 


          สนิมเรือเหล็กจะเกิดจากเนื้อในได้อย่างไรนั้น สังคมได้รับรู้มาระยะหนึ่งแล้วถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีทั้งเสียงวิจารณ์ในทางลบ และการตอบรับจากภาคเอกชน ที่ต้องการให้ประเทศไทยเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องของอาการกระจองอแงของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีมากเป็นประวัติการณ์ถึง 19 พรรค ย่อมจะมีกลุ่มก๊วนจำนวนมากมาย แม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำรัฐบาลเอง ก็ยังมีแรงกระเพื่อมอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก สำหรับการขับเคลื่อนเรือเหล็กให้สามารถฝ่าคลื่นลม บริหารประเทศได้อย่างราบรื่น

 


          นอกจากการบริหารจัดการเสียงสนับสนุนจำนวน 253 ผ่านการประสานงานของวิปรัฐบาลแล้ว ในส่วนของฝ่ายบริหารเอง อันประกอบด้วย รัฐมนตรี และตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ทุกคน ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ “ปัญหาเดิมซึ่งต้องแก้ด้วยวิธิการเดิมๆ” อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้ แต่ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยวิธีการเช่นนั้่นแล้ว เพราะเป็นการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาซึ่งฝ่ายค้าน หรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว และการแก้ปัญหาก็มีทางออกตามระบบของมัน คือการลาออก กับยุบสภา ซึ่งฝ่ายบริหารต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับรัฐนาวาและผู้ทำหน้าที่กัปตันเรือ ว่าจะประคับประคองให้เรือลอยลำเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ล่มลงได้อย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของเนื้อในแทบทั้งสิ้น