ปรากฏการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ที่สื่อมวลชนเรียกตรงกันว่า “แย่งชามข้าว” หากแต่แกนนำในพรรคการเมืองแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลบอกว่ามันคือ “ความเห็นต่าง” จบลงชั่วคราวด้วยการยอมถอยฉากจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค หลีกทางให้กลุ่มสามมิตร ที่มีส.ส.อยู่ในอาณัติประมาณ 30 คน และออกมาแสดง “ความเห็นเห็นต่าง” เรียกร้องขอโควตารัฐมนตรีตามข้อตกลงเดิม ทั้งยังขู่ขับนายสนธิรัตน์ พ้นจากเลขาธิการพรรค การแสดงพลังของกลุ่มสามมิตรเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคพันธมิตรได้ออกสารขอโทษประชาชน โดยแสดงความหวังว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูป เพื่อไม่ให้การเมืองกลับไปเป็นแบบเดิมซึ่งต้องแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

 


          ขณะนี้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะทางตันทางการเมือง เพราะหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม จนถึงขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนและขับเคลื่อนการบริหารประเทศต่อไปได้ คำว่า “แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการ” ตามที่นายกรัฐมนตรีบอกมานั้นไม่มีคำอธิบายว่าคือแบบไหน แต่ก็เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าการรัฐประหารก็อาจเป็นทางออกหนึ่งเผื่อผ่าทางตันที่กำลังเกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองที่ออกโรงแสดงความเห็นต่างกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือรัฐบาลบริหารประเทศไปสักระยะให้กฎหมายสำคัญผ่านการพิจารณาไปก่อน เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งขณะนี้ก็ล่าช้าออกไปแล้ว ผ่านการพิจารณาเสียก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีก็สามารถตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนได้ด้วยการยุบสภา ซึ่งเบื้องต้นทั้งสองแนวทางสามารถสยบฝ่ายการเมืองได้ในระยะหนึ่ง

 


          การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เกิดขึ้นมาเพราะสภาพการเมืองที่เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองอย่างหนัก เกิดการประท้วง ความรุนแรง และสูญเสีย มีผู้เสียชีวิต 23 คน ได้รับบาดเจ็บเกือบ 800 คน มีข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมือง ฯลฯ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า “การเมืองแบบเดิม” ซึ่งจะย้อนกลับไปเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ ประชาชนย่อมจะแลเห็นจากพฤติกรรมที่ปรากฏในวันนี้ โดยที่คาดหมายล่วงหน้าได้ด้วยว่าการยุติศึกแย่งชามข้าว หรือการแสดงความเห็นต่างนั้น เป็นเพียงภาวะสมประโยชน์ชั่วคราว หรือผลัดกันเกาหลัง เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ สร้างแรงกดดัน ร้องขอผลประโยชน์กันไม่หยุดหย่อน ซึ่งสวนทางกลับปณิธานของผู้นำรัฐบาลที่พยายามบอกว่า จะเดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

 


          อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันหลังศึกในพรรคพลังประชารัฐสงบลงชั่วคราวว่า เรื่องการปฏิวัติซ้อนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แม้จะเคยทำมาก่อน แต่อยากให้ใช้การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาจะดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั่นหมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังเชื่อว่าการเจรจาในหมู่นักการเมืองเป็นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ อย่างที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็บอกว่า การหารือถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย ในอดีตคนในพรรคย่อมเกิดความเห็นต่างกันได้บ้าง มีการแสดงออกในความเห็นต่าง และต่างกลุ่ม เป็นเรื่องปกติ กระนั้นโดยสรุปแล้วการพูดคุยหรือหารือในหมู่นักการเมืองที่ถือเป็นเรื่องปกตินั้นคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญที่สังคมจะยอมรับได้ ในเมื่อการหารือกันในฉากหลังนั้นเกิดขึ้นเพราะการแสดงออกต่อสาธารณะว่าเป็นการกดดันเรียกร้อง มากกว่าจะเป็นกรณีหาทางตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งก็เท่ากับการเมืองย้อนหลังกลับไปอีกหลายปี ยังไม่มีวี่แววของการ “เริ่มต้นปฏิรูป” แต่อย่างใด