วันหยุดสุดสัปดาห์ หลังเสร็จงานบ้านที่ต้องทำประจำทุกอาทิตย์ มีเวลาว่างเหลือครึ่งวันก็มานั่งพักผ่อนเล่นกับแมว พอเริ่มเบื่อก็หันไปเปิดเฟซบุ๊กหาความรู้รอบตัวใส่สมองป้องกันเสื่อมสภาพ 

 

 

          พลันที่โพสต์ไร้สาระประเภทขยะรกเฟซฯ ถูกเขี่ยพ้นหน้าจอไปโพสต์แล้วโพสต์เล่า ก็ต้องมาสะดุดกับโพสต์หนึ่ง จั่วหัวคลิบวิดีโอสุดแซบ ! 


          “เงินของกู ไอ้สัส กูจะขึ้นแกร็บหรือแท็กซี่ มันเรื่องอะไรของมึง”


          เอาละสิ! มอเตอร์ไซค์วินไปสร้างวีรกรรมอะไรอีกล่ะคราวนี้ !? เห็นชื่อรื่องท่าทางมันดีก็เลยนั่งดูจนจบเกือบ 7 นาที


          สรุป เรื่องของเรื่องคือ มีหญิงสาว 2 นาง เรียกใช้บริการแกร็บไบค์ให้มารับในซอยไผ่สิงห์โต ย่านคลองเตย


          พอแกร็บไบค์มาถึง จู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์วินขี่ตามมาประกบ ล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ให้ไป


          สองสาวเมื่อเจอเข้าอย่างนี้ก็เดือด ถามกลับหนุ่มมอเตอร์ไซค์วินร่างใหญ่ 


          “มาทำอะไรกัน มีปัญหาเรื่องแกร็บไบค์ก็ไปแจ้งตำรวจให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลยสิ จะมาอะไรกับหนู นี่มันเป็นสิทธิส่วนตัวของหนู จะขึ้นแกร็บหรือขึ้นอะไรมันก็เรื่องของหนู ใครก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม”

 

 

 


          สิงห์มอเตอร์ไซค์วิน ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะกล้าหือกับผู้ชายตัวใหญ่แถมมากันเป็นหมู่ ก็เลยตอบเสียงอ้อมแอ้มลอดหมวกกันน็อกออกมา ฟังได้ว่า


          “ก็มารับหน้าวินผม”


          แต่เมื่อถูกสองสาวสวนกลับว่านี่มันหน้าบ้านคน ไม่มีวินที่ไหน พ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์วินคนเดิมเลยแถต่อว่า ตรงไหนก็รับไม่ได้ แต่ฝ่ายสาวยืนกรานว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้ามีปัญหามากนักก็ไปแจ้งความสิ จะมาอะไรกัน




          เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน การพิพากษาของศาลเตี้ยกลางถนนจึงยืดเยื้อ ฝ่ายวินก็ยกโขยงมากันใหญ่ และเปิดฉากตะลุมบอนด้วยวาจากันอย่างดุเดือดอีกยก ก่อนที่แกร็บไบค์ตัวชนวนจะล่าถอยกลับไป ทิ้งให้สองสาวยืนเถียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคลในวงล้อมวินมอเตอร์ไซค์อย่างหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป โดยที่สุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าพวกเธอต้องพาตัวเองเดินทางออกจากซอยนี้ไปด้วยพาหนะชนิดใด


          คลิปนี้มีคนกดไลค์กดแชร์เป็นหมื่นๆ ครั้ง ขณะที่พวกคอมเมนเตเตอร์ก็ดาหน้าเข้ามาวิจารณ์กันแซดไปหมด นั่งอ่านสามวันคงไม่จบ แต่เอาคร่าวๆ สรุปได้ว่ามีการแตกประเด็นเป็นสองสามประเด็น


          ประเด็นแรก ฝ่ายวินโดนบริภาษ ก่นด่าซะไม่มีชิ้นดี สัตว์เดรัจฉาน เลื้อยคลาน ถูกต้อนมาแน่นจอไปหมด พวกนี้ไม่ชอบพฤติกรรมของคนขี่มอเตอร์ไซค์วินที่ทำตัวเป็นอันธพาล ข่มขู่คนอื่นแม้กระทั่งผู้หญิง 


          ประเด็นต่อมา มีเหตุผลเยอะหน่อย ความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง คือ เงินของเขา จะขึ้นรถอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นสิทธิส่วนบุคคล มอเตอร์ไซค์วินมีสิทธิ์อะไรไปข่มขู่คุกคามและหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ ถ้าคิดว่าอาชีพรถรับจ้างตามวินถูกพวกแกร็บไบค์วิ่งทับสัมปทานแย่งลูกค้าก็ไปแจ้งความให้ตำรวจมาจับ ไม่ใช่ใช้วิธีป่าเถื่อนไม่เกรงกลัวกฎหมายอย่างที่เห็น ที่สำคัญต้องปรับปรุงพฤติกรรมและบริการ หากยังอยากอยู่รอดในอาชีพนี้

 

 

 


          ประเด็นสุดท้าย กลุ่มนี้ตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำนองว่าทำไมไม่จัดการแก้ปัญหานี้ให้จบ ปล่อยให้เรื่องคาราคาซังแบบนี้มากี่ปีแล้ว แกร็บไบค์วิ่งโดยสารรับจ้างแบบนี้ถูกกฎหมายหรือเปล่า? ถ้ากฎหมายยังไม่อนุญาต ทำไมยังปล่อยให้วิ่งกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแทบทุกวัน


          คุยกับนักอาชญาวิทยา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงเหตุการณ์มอเตอร์ไซค์วินยกพวกข่มขู่แกร็บไบค์และผู้โดยสารกลางถนนราวกับเป็นดินแดนป่าเถื่อน ขณะที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมองปัญหาอย่างนิ่งเฉย


          อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการภาครัฐในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะกับประชาชน ขณะที่การจัดการด้านกฎหมายกับแกร็บก็ไม่ได้จัดทำให้ถูกต้อง 


          อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า การที่แกร็บไบค์และแกร็บคาร์ออกมาวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารแข่งกับรถวินและแท็กซี่ถูกกฎหมายจนเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทตามมานั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ามาดำเนินการเอง ทั้งตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ปล่อยให้มอเตอร์ไซค์วินมาจัดการกันเอง บ้านเมืองก็จะวุ่นวาย เกิดความไม่สงบเรียบร้อย 


          ประเด็นสุดท้าย อาจารย์มองว่า การที่มอเตอร์ไซค์วินมีปัญหากับรถแกร็บคงเป็นเพราะพวกเขาต้องจ่ายเงินหลายส่วน ทั้งค่าเสื้อ ค่าเช่าที่ รวมทั้งอาจต้องจ่ายค่าส่วย จึงไม่พอใจที่ถูกรถแกร็บแย่งลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม

 

 

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล 

 


          ได้เวลาจัดระเบียบแกร็บ (อีกแล้ว?)


          เหมือนจะเข้ากันได้กับสถานการณ์สงครามวินมอเตอร์ไซค์กับแกร็บไบค์ที่เพิ่งเปิดศึกกันไปหมาดๆ 


          หลังผ่านการเลือกตั้ง ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ยึดโควตา รมว.คมนาคม มาครอง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค บอกกับนักข่าวเมื่อไม่กี่วันว่าจะจัดระเบียบแกร็บไบค์ แกร็บคาร์ ให้สามารถวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ถูกกฎหมายตามที่ได้หาเสียงไว้เสียที


          สิ้นเสียงว่าที่รองนายกรัฐมนตรี กมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขยับโดยพลัน 


          “ขณะนี้กำลังเตรียมการทำงานของทีมกฎหมาย ส่วนหนึ่งมีการศึกษาเบื้องต้นมาพอสมควรแล้ว หากในเชิงนโยบายจะมีการมอบหมายให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวก็พร้อม”


          กระนั้น เขาไม่มั่นใจว่าการจัดระเบียบแกร็บรอบนี้จะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเรียบร้อย และคงต้องจำลองโมเดลการให้บริการแกร็บในต่างประเทศมาปรับใช้ ซึ่งต้องใช้เวลา


          เพียงได้ยินว่ากรมการขนส่งทางบกตั้งแท่นจัดระเบียบแกร็บให้ถูกกฎหมาย ทั้งมอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่มิเตอร์ ก็ได้เวลาประท้วงกันอีกรอบ


          วิฑูรย์ แนวพาณิชย์ ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ พาสมาชิกหลายสิบคน ไปที่กรมการขนส่งทางบก แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้


          เหตุผลของสหกรณ์แท็กซี่ฯ คือ ปัจจุบันมีแท็กซี่จดทะเบียนมากกว่า 40,000 คัน หากให้อนุญาตให้รถยนต์ส่วนบุคคล หรือแกร็บคาร์มาให้บริการเพิ่ม จะยิ่งทำให้มีจำนวนรถมากและแย่งผู้โดยสารกัน 


          “พยายามเรียกร้องกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาตลอด 4 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า และกรมการขนส่งทางบกเตรียมจะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลใหม่อีก อาจทำให้รถแท็กซี่ที่มีอยู่ต้องขาดรายได้”


          ธวัชชัย บางบา หนึ่งในคนขับแท็กซี่ บอกว่า กรมการขนส่งทางบกทำแอพพลิเคชัน “แท็กซี่โอเค” แต่ไม่มีประสิทธิภาพ และบังคับให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคันต้องติดตั้งเครื่องซึ่งมีค่าใช้จ่ายกว่า 30,000 บาท รวมถึงต้องเสียค่าธรรมเนียมปีละ 3,600 บาท แต่ไม่มีผู้โดยสารเรียกใช้บริการ เทียบกับแกร็บคาร์แล้วไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ และใบขับขี่สาธารณะก็สมัครได้แล้ว


          ส่วน เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย ก็พาสมาชิกวิน 30 กว่าชีวิตเข้าสอบถาม จันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายปฏิบัติการ กรมการขนส่งทางบก ด้วยเหมือนกัน


          เขาบอกว่าสมาคมได้ไปยื่นหนังสือเรียกร้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ให้จัดการกับบบริษัทแอพพลิเคชั่นแกร๊บ ที่สนับสนุนให้สมาชิกนำรถป้ายขาวมารับส่งผู้โดยสารสาธารณะ และได้ทวงถามรองอธิบดีกรมการขนส่งในที่ประชุมถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้คำตอบใดๆ ทั้งสิ้น


          “ไม่มีใครแก้ปัญหาได้เลย แต่พอมีรัฐบาลชุดใหม่ไม่ทันได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเลย กลับออกมาแถลงข่าวว่าจะสนองรับนโยบายใหม่เสียแล้ว แทนที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิด กลับไปแก้กฎต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมายและสร้างความแตกแยกให้แก่คนไทย”


          ด้าน รองอธิบดีฯ จันทิรา หลังรับเรื่องร้องเรียนไว้แล้วก็บอกว่า คงเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่เพิกเฉย ไม่ทำอะไร แต่กำลังศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแท็กซี่สาธารณะและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมถึงผู้ใช้บริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
          กระนั้น การแก้ปัญหาแกร็บไบค์และแกร็บคาร์วิ่งทับสัมปทานแย่งลูกค้ากับวินมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่มิเตอร์(บางคันติดไว้เฉยๆ ไม่ยอมกด) จะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและกลายเป็นคู่อริกันตลอดกาลไปแล้วนั้น มุมมองของนักอาชญาวิทยา เชื่อว่า  สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะจริงจังกันแค่ไหน