คอลัมนิสต์

ยุทธการ'ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด'

ยุทธการ'ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด'

31 พ.ค. 2562

คอลัมน์...  สายตรวจระวังภัย  โดย...  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

 

          เทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันแพร่หลาย เข้าถึงง่าย ใช้สะดวก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม หากเรียนรู้นำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการทำงานด้วย ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลรวดเร็ว ฉับไว ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะงานของตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิด ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

 

 

 

          ด้วยเหตุนี้ “บิ๊กแซ็ก” พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภาค 1) จึงดึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่ว่านี้มาให้ตำรวจใต้บังคับบัญชาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยได้ริเริ่มโครงการ “ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด” ในพื้นที่รับผิดชอบทุกจัวหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และ สระบุรี รวม 134 โรงพัก


          พล.ต.ท.อำพล อธิบายว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ที่ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นไลน์แทบทุกเครื่อง มาใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เกิดผลเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการแจ้งข่าวสารซึ่งกันและกัน ระหว่างตำรวจกับตำรวจ และระหว่างตำรวจกับประชาชน ในพื้นที่สำหรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายหรือเบาะแสต่างๆ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดึงให้ประชาชนในพื้นที่ของแต่ละสถานีตำรวจเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมมือกันสอดส่องดูแลเหตุต่างๆ ในพื้นที่ของตนเอง เมื่อพบเหตุต่างๆ ก็สามารถแจ้งเตือนหรือเข้าไปตรวจสอบเหตุต้องสงสัยได้ทันที 

 

          “ที่ผ่านมาโครงการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดทำให้การทำงานของตำรวจสามารถติดตามจับกุมคดีอาชญากรรมได้หลายคดี ซึ่งล่าสุดคือ คดีที่คนร้ายก่อตระเวนลักยางอะไหล่รถกระบะหลายคันในพื้นที่คลองหลวง ปทุมธานี ซึ่งตำรวจได้หลักฐานชิ้นสำคัญจากกล้องบันทึกหน้ารถของคนขับแท็กซี่ ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดของตำรวจภูธรภาค 1 พอดี ทำให้ระบุรูปพรรณสัญฐานของคนร้าย รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้ลงมือเหตุ จนนำมาขยายผลและตามไปจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีคดีลักตัดสายไฟฟ้า หรือมิเตอร์น้ำ ที่คนร้ายกำลังลงมือก่อเหตุอยู่ กระทั่งสมาชิกในกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดไปพบเห็น จึงถ่ายภาพและแจ้งตำรวจไปตรวจสอบทันที และสามารถจับกุมคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุได้พร้อมของกลางแบบทันควัน” พล.ต.ท.อำพล อธิบายประสิทธิภาพที่ใช้ได้ผลจริง

 

 


 


          นอกจากนี้ผลการดำเนินการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด ยังถูกดึงนำมาใช้ในการบังคับใช้กฎหมายจราจรอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่รถทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่าสัญญานไฟจราจร การขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย การขับขี่รถย้อนศรหรือขับขี่ขึ้นทางเท้า เมื่อสมาชิกในกลุ่มไปพบเห็นการกระทำผิดเช่นนี้ และถ่ายภาพมาลงแจ้งในไลน์กลุ่มตาสับปะรด เมื่อได้หลักฐานที่ชัดเจนก็จะดำเนินการส่งใบสั่งให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่กระทำผิดทันที เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ


          พล.ต.ท.อำพล บอกอีกว่า โครงการนี้เป็นการดึงประชาชนและผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ของแต่ละโรงพักเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมตำรวจ ซึ่งมีทั้งสายป้องกันและปราบปราม สายสืบสวน งานจราจร และศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ ขณะเดียวกันยังสามารถขยายจำนวนสมาชิกให้ครบ 500 คน ในการร่วมทำงาน แจ้งเบาะแส เป็นหูเป็นตาช่วยเหลืองานตำรวจในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งปัจจุบัน บช.ภ.1 มีสถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 134 สถานี แต่ละสถานีมีสมาชิกกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด 500 คน เมื่อรวมกันแล้วจะมีสมาชิกที่เป็นหูเป็นตาแจ้งข่าวแจ้งเบาะแสต่างๆ ถึง 67,000 คน สำหรับการเฝ้าระวังดูแลเหตุอาชญากรรมในพื้น ส่งผลให้ระงับป้องกันเหตุอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี เหมือนว่าทุกชุมชนมีกล้องวงจรปิดไปในตัว


          หากทุกคนต้องร่วมมือ ช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่สังคม ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของตำรวจฝ่ายเดียว จะส่งเสริมให้สังคมสงบสุขน่าอยู่ ปลอดภัยจากเหตุปัญหาอาชญากรรมได้...!!