royal coronation
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562
เจาะประเด็นร้อน

Who? ชูธงสื่อ ไฟฝันของ "สมพร" "พ่อฟ้า" เจอฝันร้าย

วันที่ 27 เมษายน 2562 - 09:05 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,หุ้นสื่อ,หุ้นวี ลัค,รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ,เจาะประเด็นร้อน
Shares :
เปิดอ่าน 7,014 ครั้ง

หุ้นสื่อพ่นพิษไม่ใช่เรื่องแมกกาซีนกอสซิปเล่มเดียว หากเป็น ฝันอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพหญิงเหล็กแห่งไทยซัมมิท "สมพร" ไล่ล่าฝันเจ๊งร้อยกว่าล้าน ผ่านบทเรียนอันเจ็บปวด

 

*******************

          ความวุ่นวายเรื่องพิษหุ้นสื่อที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังประสบอยู่ตอนนี้ ต้นเรื่องของทั้งหมดจะพบว่าช่างสอดคล้องกับคำไทยว่า “กงกรรม” จะเทียบคำฝรั่งว่า “Butterfly Effect” ก็คงได้ เพราะหุ้นสื่อเจ้าปัญหานี้ไม่ได้เริ่มจากเจ้าตัวเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นความฝันของแม่ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่วันนี้มันกลับมาส่งผลถึงบุตรชายแบบเข็มขัดสั้น...คาดไม่ถึง!

 

http://www.komchadluek.net/news/scoop/369392

 

 

ฝันแถวบางนา-ตราด

         ย้อนไปในวันวานคนไทยรู้จักตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจดีว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท กรุ๊ป อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่

          และถ้าถามเจ้าถิ่นค่ายธุรกิจใหญ่แถวบางนาตราด ก็คงหมายถึงค่ายไทยซัมมิทกรุ๊ปเพราะมีธุรกิจมากมายบนถนนเส้นนี้

          แต่ถ้าถามถึงเจ้าถิ่นค่ายสื่อคงจะหนีไม่พ้นสื่อ “เครือเนชั่น”

          ดังนั้นในขณะที่เรารู้จัก สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท หนึ่งในผู้หญิงแถวหน้าของประเทศที่มีชื่ออยู่ใน ทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีของไทย” ตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์

          แต่ในงานสื่อก็เป็นอีกสายที่สมพรหลงใหลที่จะทำ-มีหุ้น-หรือเป็นเจ้าของ

           ถนนบางนาตราดแห่งนี้จึงเปิดให้เธอโลดแล่นไปได้ทุกสาย เธอจึงเข้าถือหุ้น NMG หรือบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ช่วงปี 2546

 

 

          ตอนนั้นเธอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีถึง 26,669,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.19 ขณะที่ธนาธร ถือหุ้นสื่อดังกล่าวอยู่จำนวน 2,500,000 หุ้น หรือร้อยละ 1.52

          ต่อมาช่วงปี 2552 นอกจากสองรายชื่อนี้แล้วคนนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถือหุ้นเนชั่นยังมี ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ บุตรสาวอีกคน แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ได้ขายออกไปเมื่อปี 2553

          จะด้วยเหตุผลทางตัวเลขที่ หรือเหตุผลทางภาพลักษณ์ที่หลายคนมองว่าคนที่มีนามสกุลเดียวกันกับนักการเมืองได้เข้ามาครอบครองสื่อใหญ่ของประเทศ

          แต่มุมนี้เคยได้รับการอธิบายเมื่อนานมาแล้วจากปากของธนาธรเองที่ให้สัมภาษณ์นิตยสารสารคดีว่า

          “ไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครองหรือเพื่อทำกำไร แต่การเข้าไปครั้งนั้นเกิดจากความสัมพันธ์กับธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น เพราะเขาถือว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ จะเข้าไปเทกโอเวอร์ หรือเข้าไปบริหารง่ายๆ ด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกต้องมีภาพลักษณ์บางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้”

 

จากโซลิด สู่วีลัค

          อย่างไรก็ดี คาบเกี่ยวกันนั้น สมพรยังได้เปิดตัว บริษัท โซลิด มีเดีย จำกัด ขึ้นมาอีกแห่ง จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 ผลิตนิตยสาร Who? และนิตยสารองค์กรอย่าง “จิ๊บจิ๊บ” ของนกแอร์ และธนาคารไทยพาณิชย์

          เวลานั้นทีมบริหารและกองบก. มี "ไก่" นงนาถ กมลาศน์ ณ อยุธยา" เป็นกรรมการบริหาร ควบบรรณาธิการบริหาร โดยแม่สมพรถือหุ้นใหญ่ 80% และบุตรสาว รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ อีก 17% แถมยังมี “วิ” รวิพรรณ แดงทองดี ภรรยาของธนาธร ร่วมเป็นกรรมการ

          ก่อนที่ต่อมาปี 2555 เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด “สาววิ” สะใภ้ใหญ่ ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากนักการเงิน มานั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร

 

          วันที่เป็นวี-ลัค สมพรยังเต็มไปด้วยไฟฝันว่านิตยสารไลฟ์สไตล์ไฮโซหัวนี้จะไปได้สวย หลังทุ่มเงินไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท เธอกล่าวกับเนชั่นสุดสัปดาห์ช่วงปี 2555 ว่า

          "อุตสาหกรรมสื่อมีอนาคต ยิ่งถ้าบวกความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ เราเป็นม้านอกวงการ ประสบการณ์ยังน้อย แต่ละก้าวต้องระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป วันนี้ Who อยู่ตัวแล้ว และธุรกิจนี้อนาคตไม่ใช่เรื่องขีดๆ เขียนๆ เราต้องขยายไปทางดิจิทัล ไปทางมีเดีย เข้าไปในไอแพด ฉันพยายามจะดึงตรงนี้ให้ไปสู่ธุรกิจอนาคต ไม่ใช่ทำหนังสืออยู่กันแค่นี้”

          เช่นเดียวกับฝ่ายสะใภ้ วริพรรณเองก็เคยยืนยันถึงความเป็นนักอ่าน และรักในงานสื่อของคนนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจว่า

 

 

          “นิตยสาร Who? เกิดจากความชอบและความอยากทำในเรื่องสื่อของท่านประธาน ทุกคนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็อยากให้มีหนังสือดีๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวข่าวสารของบุคคลต่างๆ ที่น่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอ่าน เป็นแรงบันดาลใจ”

          ต่อมาปี 2558 ธนาธรและภรรยามีชื่อปรากฏเป็นผู้ถือหุ้น วี-ลัค ครั้งแรก โดยธนาธร ถือ 675,000 หุ้น และรวิพรรณ ถือ 225,000 หุ้น โดยสมพร ฝ่ายมารดา ลดจำนวนการหุ้นเหลือเพียง 675,000 หุ้น

          แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่สุดนิตยสาร WHO โบกลาแผงฉบับสุดท้ายเดือนตุลาคม 2559 ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ได้แก่ นิตยสารของนกแอร์และธนาคารไทยพาณิชย์ปิดตัวลงตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ว่าจ้างช่วงปี 2561

 

ฝันร้าย กลายกลับ

          ดูเหมือนว่าการเดินเกมทำสื่อของสมพร จะค่อยๆ ขยับจากสื่อหนึ่งไปสื่อหนึ่ง โดยยังไม่ทิ้งสื่อไหนในทันทีที่เปลี่ยนแผน แต่การเข้าถือหุ้นในสื่อใหญ่ยังเป็นความหลงใหลของเธอ

          เพราะคาบเกี่ยวกันในช่วงปี 2556 สมพรได้สยายปีกข้ามฟากมาค่ายประชาชื่น หรือ มติชน!

          สมพรเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จากกลุ่มแกรมมี่ของอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จำนวน 42.38 ล้านหุ้น (22.12%) มูลค่า 469.94 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ใหญ่เบอร์ 2 ในผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกของมติชน

 

          วันนั้นเธอให้สัมภาษณ์วิทยุรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ว่า

          “ไม่เคยคิดว่าเมื่อลงทุนปุ๊บแล้วต้องไปไล่ทีมเก่าออกแล้วเข้าไปเป็นใหญ่ การทำธุรกิจต้องเป็นพันธมิตรกัน หากเอาคนเก่าออกก็ต้องหาคนเข้าไปใหม่และต้องมีเครือข่ายเข้าไปดำเนินกิจการ”

          แต่ก็ไม่วายที่เธอจะได้รับการพูดในหน้าข่าวกับท่วงทำนองเดิมเรื่องครอบงำสื่อ แถมต่อมาช่วงมิถุนายน 2556 ธนาธรก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการ (บอร์ด) มติชน อีกด้วย

          อย่างไรก็ตามที่สุดธนาธรได้ลาออกจากมติชนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 เพื่อลงสนามการเมือง โดยเขากับปิยบุตร​ แสงกนกกุล คู่หู ก็เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่​ในวันรุ่งขึ้น

          ฝ่ายมารดาเมื่อพบว่าฝ่ายลูกชายตั้งใจเดินหน้าเข้าสู่ถนนการเมืองตามความฝัน สมพรก็ตัดสินใจขายหุ้มนมติชนทิ้งตามลูกมาด้วยเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

          แต่เรื่องที่เหมือนจะจบมันกลับไม่จบ เมื่อสื่ออิศราฯ คุ้ยเจอว่าเขาและเมียเพิ่งโอนหุ้นวี-ลัคให้แม่ก่อนเลือกตั้ง 3 วัน คือวันที่​ 21​ มีนาคม​ 2562 ที่จะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส. ที่ถือหุ้นสื่อ

          ทำให้เขาต้องออกมาแจงว่าตนเองก็ได้ห้อจากช่วยลูกพรรคหาเสียงที่บุรีรัมย์ เพื่อมาเซ็นโอนหุ้นทั้งของตนและเมียกลับไปให้มารดาหมดตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ทันที ซึ่งทำขึ้นก่อนลงสมัครส.ส. ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562

 

ธนาธร และ รวิพรรณ

 

          งานนี้จะเพราะเขาคิดว่านิตยสาร Who? ปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 จะเพราะเขาคิดว่านิตยสาร Who? ไม่ใช่หัวการเมือง หรือจะเพราะเขาก็แค่ลืม

          แต่ได้ทำให้ธนาธรถึงกับฝันร้ายเลยทีเดียว เพราะต้องมานั่งไล่แก้และตอบคำถามวันต่อวันอยู่ตอนนี้ เพราะหลายคน ยังคาใจว่ามันคือการทำย้อนหลังหรือไม่

 

ไหวมั้ยธนาธร

          คำตอบหรือคำชี้แจงที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่กับสื่อมวลชนและประชาชน แต่เป็นการเข้าชี้แจงเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หลังจากวันที่ 23 เมษายน กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาเขาไปแล้วกรณีถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ถูกร้องว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ และผิดพ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.

          วันพฤหัสที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ธนาธรซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศท่ามกลางกองเชียร์ที่ไปรอให้กำลังใจจำนวนมากที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าไม่มีข้อกังวลทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมายและไม่ได้ทำอะไรผิด

 

http://www.komchadluek.net/news/hit-issue-thansettakij/369971

 

          แต่นอกจากเรื่องนี้ธนาธรยังต้องเจองานงอกกับเคสของภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 2 จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครส.ส. เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์

          โดยกรณีนี้ธนาธรมีลุ้นหลายตลบทั้งมาตรา 49 วรรค 2 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและผู้สมัครบัญชีรายชื่อ จึงถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องมีความรับผิดชอบเรื่องนี้ และยังมีกฎหมายอาญามาตรา 84 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย

          อะไรมันจะมากมายหลายเด้งเช่นนี้ แต่อะไรจะเป็นอะไรวันอังคารที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งกตต.นัดธนาธรเข้าพบ เราน่าจะได้รู้อะไรเพิ่ม แม้รู้เต็มอกว่าน่าจะยังไม่จบแน่ๆ ก็ตาม

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ