
'7 วันอันตราย'..หรือนโยบาย'รูทีน'!?
รายงาน...
สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับช่วง 7 วันของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” หรือเป็นที่เข้าใจกันทั่วว่า “7 วันอันตราย” ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน ซึ่งบทสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลสงกรานต์ 2562
ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) โดยการดำเนินงานของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ออกมาแถลงยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,338 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 386 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,442 คน
จากบทสรุปของตัวเลขดูเหมือนจะเป็นสัญญาณดีแบบบางๆ เมื่อยอดผู้เสียชีวิตลดลง 32 ราย รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุและยอดผู้บาดเจ็บก็ลดลง หากนำสถิติไปเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 ที่เกิดอุบัติเหตุรวม 3,724 ครั้ง เสียชีวิต 418 ราย บาดเจ็บ 3,897 คน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเอามาเทียบกับสถิติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่ย้อนกลับไปไม่นานราวๆ 3 เดือนครึ่ง ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2561-2 มกราคม 2562 ซึ่งเกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน ก็จะเห็นว่ายอดอุบัติเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
แม้วันนี้ตัวเลขการสูญเสียจะลดลงตามนโยบายรัฐบาล คสช. ทหาร ตำรวจ และจิตอาสา ซึ่งปัจจัย 3 ด้านที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุยังคงเป็น 1.ขับรถเร็วเกินกำหนด 2.ดื่มแล้วขับ หรือเมาแล้วขับ และ 3.การตัดหน้ากระชั้นชิด โดยเฉพาะ “เมาแล้วขับ” ยังคงเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บและสูญเสียมากที่สุด
โดยสังคมส่วนหนึ่งหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่สนับสนุนให้ภาครัฐมองนอกกรอบกับแผนเดิมๆ เพราะในเมื่อแอลกอฮอล์คืออีกตัวการสำคัญสู่หายนะอุบัติเหตุทางถนน จึงต้องไม่ปล่อยให้เทศกาลแห่งความสุขให้กลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความตายของหลายครอบครัว ดังนั้นจุดอ่อนข้อบกพร่องที่ผ่านมาของแต่ละปีจะถูกมานำวางแผน และกำหนดมาตรการด้านกฎหมายอย่างไร การเมาแล้วขับต้องแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้หนักขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าไม่ นโยบายที่เป็นเพียงแค่ “คำขู่” ก็จะทำให้ยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย เป็นเพียงตัวเลข “รูทีน” ที่ผ่านมาแล้วจบไปพร้อมกับช่วงเทศกาลสำคัญ
ทั้งนโยบายรัฐบาลและมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นส่งผลให้ตัวเลขอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ค่อยๆ ลดลง แต่ถ้ามองดูสถิติที่ปรากฏก็ยังถือว่ามีตัวเลขที่สูง ยิ่งตอนนี้สังคมจับจ้องไปที่ “สิงห์นักดื่ม” ถ้าขับแล้วเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสูญเสีย คนที่อยู่ข้างหลังก็ต้องมาทุกข์ด้วย แต่ถ้าขับไปชนทำให้คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องด้วยต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ น่าจะยิ่งทุกข์กว่าเป็นหลายเท่าตัว
สำหรับการดำเนินการกับคนเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า ยอดสะสมสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน มีจำนวนทั้งสิ้น 12,597 คดี จำแนกเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 12,192 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.7 คดีขับเสพ จำนวน 386 คดี คิดเป็นร้อยละ 3.06 คดีขับรถประมาท จำนวน 19 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.15 ส่วนยอดสะสมกรณีที่ศาลสั่งใช้อุปกรณ์อีเอ็ม มีจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 478 ราย คดีขับเสพ จำนวน 2 ราย โดยส่วนใหญ่กำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่พักอาศัยตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. เป็นเวลา 7-15 วัน คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวจำนวน 4 ครั้ง พร้อมทั้งทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกันเทศกาลสงกรานต์ปีนี้รัฐบาลจะมีมาตรการใหม่เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนโยบายที่ออกมาจากปาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม โดยเฉพาะการให้ “ยาแรง” ปรามจำพวกคน “เมาแล้วขับ” ถ้าไปชนคนอื่นตายให้ตำรวจตั้งข้อหา “เจตนาฆ่า” แต่ถ้าบาดเจ็บสาหัสก็ตั้งข้อหา “พยายามฆ่า” โดยใช้ช่องทางตามประมวลกฎหมายอาญา ในส่วนของ “เจตนาเล็งเห็นผล” ซึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มโทษให้ผู้กระทำความผิด ไม่ติดเงื่อนไขลดโทษจนศาลให้ “รอลงอาญา” และไม่ต้องติดคุกจริง ทั้งๆ ที่ทำคนตาย
คล้อยหลังจากให้นโยบายได้เพียงสองวันก็เกิดเหตุตัวอย่าง เมื่อ “รองตี๋” พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รองผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. เเละ นางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล ผู้เป็นภรรยา ต้องเสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่ ส่วนลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มี นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เสี่ยใหญ่เจ้าของธุรกิจอะไหล่ยนต์เป็นคนชน โดยควบรถเบนซ์มาด้วยความเร็วจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ 260 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์
พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ด้านกฎหมาย จึงไม่รีรอเข้าไปควบคุมการทำสำนวนสอบสวนด้วยตัวเองในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะมีการแจ้ง 6 ข้อหาหนักกับ นายสมชาย ผู้ก่อเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นเป็นข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล” กับ “พยายามฆ่า” ทว่าปัญหาคำว่า “เจตนาเล็งเห็นผล” ต้องมีเจตนาทำให้ผู้อื่นตายเสียก่อน ส่วนการขับรถขณะเมาเพื่อกลับบ้านหรือจะไปที่แห่งหนไหนต่อ จะพิสูจน์เจตนาผู้กระทำได้อย่างไรว่าเขาเจตนาฆ่า เพราะจริงๆ แล้วอาจไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเรื่องความประมาท และนี่คงเป็นเหตุผลของศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ไม่รับฝากขังผู้ต้องหาเมาซิ่งเบนซ์ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” กับ “พยายามฆ่า” ที่เขาเป็น “มัจจุราช” พรากชีวิตครอบครัว “รองตี๋”
เกี่ยวกับประเด็นนี้มือกฎหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายว่า การที่เราเเจ้งทั้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลเเละเมาเเล้วขับไปด้วยกัน เนื่องจากการที่เราเเจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองไปแล้ว เมื่อสำนวนถูกส่งไปให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดี หรือถูกส่งไปในชั้นศาลเเล้ว ศาลย่อมสามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ต้องหาจะทำให้ศาลสามารถลงโทษในสถานใดได้บ้าง ถ้าศาลพิจารณาเเล้วพบว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหาเข้าข่ายที่จะเป็นเจตนาฆ่าเล็งเห็นผลได้ ศาลก็จะลงโทษจำคุกในความผิดนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต ส่วนถ้าศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหานั้นเป็นการกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย ก็สามารถลงโทษจำคุกได้ถึง 10 ปี
“เเต่ถ้าเราไม่เเจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลไป ถ้าศาลเห็นว่าพฤติกรรมเป็นเจตนาฆ่าเล็งเห็นผลก็จะไม่สามารถลงโทษได้ หลังจากนี้พนักงานสอบสวนก็จะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆรวมถึงพยานเเวดล้อมเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการฟ้องต่อศาล ส่วนพนักงานอัยการหรือศาลจะมีความเห็นอย่างไรเป็นดุลพินิจ ซึ่งระยะเวลาว่าจะสรุปสำนวนเมื่อไหร่นั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ พนักงานสอบสวนยังต้องสอบปากคำพยานซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุอีก เเต่เราจะทำโดยเร็วที่สุด เเละไม่ให้เกิน 3 เดือน ภายในเวลาฝากขัง 84 วัน ที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาตามกฎหมาย” พล.ต.อ.วิระชัย ระบุ
พล.ต.อ.วิระชัย อธิบายเพิ่มเติมถึงการแจ้งข้อหาชนิดใช้ยาแรงตามนโยบายของรัฐบาล ว่าคดีนี้ผู้ต้องหาดื่มสุรามีปริมาณเเอลกฮอล์สูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งขับรถออกจากจุดที่ดื่มเพียง 400 เมตรก็เกิดอุบัติเหตุ วิเคราะห์จากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาก็จะต้องทราบอยู่เเล้วว่าจะต้องเมา เเละเมื่อเมาก็จะไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้เเละไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมขับรถ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการขับรถขณะเมาสุราโดยไม่มีสติไปตามถนนที่เเคบ ย่อมเล็งเห็นผลอยู่เเล้วว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงเเจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล และเรื่องนี้ทางพนักงานสอบสวนมีการปรึกษากับพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนเพื่อส่งอัยการพิจารณาฟ้องต่อศาลอยู่ตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เราก็ยังมีเเนวทางที่จะปรึกษากับทางสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อจะเสนอเเก้ไขอัตราโทษเมาเเล้วขับเเล้วทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเเละถึงเเก่ความตายต่อไป
ต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะถอดบทเรียนและผลการปฏิบัติงานนำไปบูรณาการ จัดทำแผนการป้องกันอุบัติเหตุ มาตรการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและลดสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลได้ขนาดไหน ที่จะไม่ถูกมองว่านี่เป็นแค่งานรูทีนช่วง 7 วันอันตราย..!!



