******************

          เกมชิงเก้าอี้ ส.ส.จบไปแล้ว แต่สมรภูมิชิงอำนาจเพิ่งเริ่มต้น “พรรคเพื่อไทย” เปิดเกมรุกดึงพันธมิตร 5 พรรค ปักธง “หยุดการสืบทอดอำนาจ” ขณะที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ยังมั่นใจว่าจะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แน่ แต่ขอรอดู กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เสียก่อน

          คาดหมายว่าศึกชิงทำเนียบจะเข้มข้นขึ้นในช่วงหลัง 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นเดดไลน์ที่กกต.จะต้องรับรองผล ส.ส.ทั้งสองระบบให้เรียบร้อย

พลังประชารัฐ” โตเร็ว

          ก่อนวันเลือกตั้งนักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักฟันธงตรงกันว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะมาอันดับ 2 แต่ผลการนับคะแนนดิบจากการแถลง กกต. พบว่า พลังประชารัฐได้ 8,433,137 คะแนน เป็นอันดับหนึ่งแบบเหลือเชื่อ และได้ ส.ส. 97 ที่นั่ง

          แม้จุดอ่อนของนายกฯ ประยุทธ์ จะถูกโจมตีเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้ แต่แคมเปญ “ความสงบจบที่ลุงตู่” กลับตอบโจทย์คนไทย เพราะพวกเขาต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า ไม่อยากเห็น “ม็อบเผาบ้านเผาเมือง” อีก

 

 

          จะว่าไปแล้ว 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์ ทำให้ประเทศชาติสงบ และการพัฒนาการทางเศรษฐกิจรุดหน้า

          อีกด้านหนึ่ง 8 ล้านเสียงสะท้อนมติมหาชนทุกเพศวัย ที่ออกจากบ้านมาเทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ ด้วยหวังที่จะเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

          ที่พลิกล็อกถล่มทลายก็คือผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ครองแชมป์เมืองหลวง พร้อมกันนั้นยังกวาดเก้าอี้ ส.ส.ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง เจาะภาคเหนือตอนบน รวมถึงภาคอีสาน และภาคใต้

          นอกเหนือจาก 97 เขต ส่วนอีก 253 เขตที่เหลือก็ได้คะแนนเฉลี่ย 10,000-20,000 คะแนน จึงทำให้คะแนนรวมของพลังประชารัฐได้อันดับหนึ่ง

 

เพื่อไทย” ขาลง

          แกนนำพรรคเพื่อไทยและคนแดนไกลต่างทราบดีว่า “กติกาเลือกตั้ง” แบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่เอื้อต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์เหมือนที่ทำได้ในการเลือกตั้ง 2548 สมัยพรรคไทยรักไทย

          คนแดนไกลจึงวางกลยุทธ์ให้มี “พรรคพี่-พรรคน้อง” จึงเกิดพรรคไทยรักษาชาติ โดยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้เพื่อไทย ส่งผู้สมัครส.ส. 250 เขต และพรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 175 เขต

          ผลพวงของ “8 กุมภาเอฟเฟกต์” ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคน้อง-ไทยรักษาชาติ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ปลุกเอฟซีให้โหวตยุทธศาสตร์เลือกพรรคเดียว และเลือกให้ได้เขต 7-8 หมื่นคะแนน

 

 

          ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ 7,920,630 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ปี 2554 เพื่อไทยเคยได้ 15,744,190 คะแนน แสดงว่าคะแนนหายไปประมาณ 7 ล้านเสียง 

          อย่างไรก็ดี พรรคทักษิณก็กินบุญเก่าที่คนอีสานและคนเหนือที่ยังฝังใจแบบรักแล้วรักเลย จึงได้ ส.ส.เขต 137 ที่นั่ง แต่กติกาเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมทำให้เพื่อไทยไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 

 

 

          “ฮ่องกงเอฟเฟกต์” ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน ตอกย้ำให้คนไทยใจรักชาติระดมพลไปช่วยลุงตู่ชนิดโหวตไม่ต้องคิด จนสร้างผลกระทบฐานเสียงของ ปชป.อย่างรุนแรง 

 

ลัทธิมาร์ค” พาปชป.พัง

          นับแต่พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งไม่เคยพบความปราชัยย่อยยับเท่ากับครั้งนี้ จากการเลือกตั้ง 2554 ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 11,433,501 คะแนน แต่ครั้งนี้ได้ 3,947,726 คะแนน หายไป 8 ล้านเสียง และได้ ส.ส.เขต 33 ที่นั่ง

          เลือกตั้ง 2522 และ 2535/1 พรรค ปชป.หวิดสูญพันธุ์ในสนามกรุงเทพฯ แต่ครั้งนี้ ปชป.สูญพันธุ์ในเมืองหลวง ภาคเหนือเหลือแค่ 1 ที่นั่ง ภาคอีสานได้ 2 ที่นั่ง ภาคกลางก็ร่วงเกินครึ่งของอดีตส.ส.ปี 2554 รวมถึงภาคใต้ถูกเจาะทั้งตอนล่างและตอนบน

          อดีตส.ส.หลายคนประเมินว่า การประกาศ “ไม่เอาประยุทธ์” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก

 

 

          หากส่องเข้าไปดูคะแนนแต่ละเขต จะพบว่าคะแนนที่หายไปจากพรรคปชป. จะไปโผล่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ที่เคยเลือก ปชป. จะมองว่า “ลุงตู่” เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และหักโค่นระบอบทักษิณได้

          ต้องยอมรับว่าเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พรรค ปชป.ออกแคมเปญ “ต้านระบอบทักษิณ” จนส่งผลให้กระแสพรรคดียิ่งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้

          โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2562 แกนนำ ปชป.ยุคมาร์ค ประเมินกระแสรักลุงตู่ต่ำไป เมื่อพรรคพลังประชารัฐเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” ผู้ที่เคยเทคะแนนให้ ปชป. ก็เปลี่ยนใจทันที

          หลังเลือกตั้งพรรค ปชป.จึงมีสภาพ “ศึกสองขั้ว” เหมือนที่ครั้งเลือกตั้งหัวหน้าพรรคอีกหน

 

บุญแม้วหล่นทับ “อนาคตใหม่”

          ก่อน 24 มีนาคม นักวิเคราะห์การเมืองจะให้ความสำคัญของ “เฟิร์สโหวตเตอร์” หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 7 ล้านคน โดยคาดหมายผลการเลือกตั้งว่า พรรคอนาคตใหม่ จะได้รับคะแนนส่วนนี้

          เมื่อผลการนับคะแนนเสร็จสิ้นลง พรรคอนาคตใหม่ ได้ 6,265,950 คะแนน กลายเป็นพรรคอันดับสาม รองมาจากพรรคเพื่อไทย

          เบื้องต้น “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับเพื่อนพ้อง ต้องการเปิด “พื้นที่ใหม่” นอกเหนือจากขบวนมวลชนเสื้อแดงที่ยึดโยงอยู่กับทักษิณ โดยหวังดึงคนรุ่นใหม่ๆ หรือคนกลางๆ มาสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

          “8 กุมภาเอฟเฟกต์” ธนาธร ประกาศ “ไม่เอาทักษิณ” เพราะสิ่งที่คนแดนไกลเสนอนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคอนาคตเปลี่ยนท่าทีอีกครั้งเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

          ธนาธรได้พูดถึงการนำทักษิณกลับมาสู่กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง จึงไม่น่าแปลกที่พรรคอนาคตใหม่ชนะเลือกตั้งได้ทั้ง ส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อมากมาย

 

 

          ส่องลึกเข้าในคะแนนแต่ละเขต จะพบว่าพรรคอนาคตใหม่นั้นได้คะแนนมาจาก 2 ทางคือ กระแสธนาธรกับคะแนนจากพรรคไทยรักษาชาติ

          175 เขตที่ไม่มีพรรคไทยรักษาชาติ ได้ส่งให้ 30 เขตที่ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของอนาคตใหม่ได้รับชัยชนะแบบไม่คาดฝัน

          ทั้งหมดนี้เป็นสภาพโดยรวมของพรรคการเมือง 4 พรรคหัวแถว หลังการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งระหว่างนี้คงต้องลุ้นการนับคะแนนของ กกต.ไปพลางๆ ก่อน 

          กระแสปลด กกต.นับวันร้อนแรงยิ่งขึ้น โดยมีบางฝ่ายแอบสุมไฟให้ลุกโชน หวังจะให้เกิดสถานการณ์เหมือนในอดีต เหมือนที่ตั้งธงไว้แล้วว่า เลือกตั้งสกปรก