คอลัมนิสต์

"ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่"

"ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่"

12 มี.ค. 2562

โดย...  พรทิพย์ ทองดี




            
          ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง การเมืองยิ่งชุลมุน แต่ก็ยังมีเวลาอีกพอสมควรที่ภาคส่วนต่างๆ จะเสนอความเห็น และยื่นข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดการผลักดันไปสู่นโยบาย อย่างที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี(SMEs) ได้จัดเวทีสาธารณะสะท้อนความคิดของเอสเอ็มอีไทยไปสู่พรรคการเมือง โดย “สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย” ร่วมกับ “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” จัดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็กในหัวข้อ “ความหวัง SMEs ไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่” มีผู้เข้าร่วมคือ กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่(อนค.) อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มาเข้าร่วม ได้แสดงความคิดเห็นต่อพรรคการเมืองโดยตรง

 

 

          “สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เรามุ่งที่จะเป็นเครือข่ายของเอสเอ็มอีไทย ที่จะเป็นหลักในการพัฒนาพวกเราในทุกมิติ โดยรวมพลังกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตั้งใจจะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ จึงอยากเป็นกระบอกเสียงให้แก่พวกเราที่เป็นคนตัวเล็กๆ ด้วยกัน” คำกล่าวเปิดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็กจาก “โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ทั้งได้ระบุวัตถุประสงค์ในการจัดงานไว้ 3 ประการ คือ 1.สะท้อนเสียงของคนตัวเล็ก และบอกแนวทางแก้ปัญหาที่ต้องการเกี่ยวกับเอสเอ็มอี 2.รับฟังและแลกเปลี่ยนนโยบายด้านเอสเอ็มอีกับผู้ที่กำลังจะเข้ามาพัฒนาประเทศ และ 3.เป็นการรวมพลสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ประธานศูนย์วิจัยธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ กล่าวว่า “ของขวัญที่เอสเอ็มอีอยากได้จากรัฐบาลชุดใหม่ไม่ใช่เงิน แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น” นั่นคือ อยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าเอสเอ็มอีนั้นเป็นกลุ่มของคนตัวเล็กที่มุ่งมั่นจะทำธุรกิจ ไม่ได้เป็นคนตัวเล็กที่รอแต่ความหวังจากสิ่งที่รัฐบาลให้มา แต่ต้องการจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยอยากให้รัฐบาลพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นและสงบสุข รวมทั้งการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้แก่ประชาชน

 

          จากข้อมูลของ SME Poll พบว่า ในปี 2561 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคจำนวนมาก โดยปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยหลักๆ เลยก็คือ สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ปัญหาเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ ได้ ปัญหาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเรื่องราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการจำหน่ายสินค้าได้ลดลง ทั้งยังมีเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือโดยด่วนด้วย อย่างเช่นการเข้ามาทำการแข่งขันในอุตสาหกรรมขนาดเล็กของทุนต่างชาติ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การขาดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอสเอ็มอียังต้องต่อสู้ต่อไป




          ดร.ณัฐพลบอกว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยสนับสนุนให้มีแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยปราศจากภาระผูกพัน หรือภาระค้ำประกันมากที่สุด โดยข้อมูลที่ได้มาจากทาง SME Poll มาจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มเอสเอ็มอีจำนวน 1,800 ตัวอย่าง ในช่วง 15 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นผู้หญิง ร้อยละ 52 และเป็นผู้ชาย ร้อยละ 48 ส่วนมากมีอายุอยู่ที่ 40-50 ปี รองลงมาคือ มีอายุอยู่ที่ 30-40 ปี ทำให้รู้ว่ากลุ่มที่เป็นเอสเอ็มอีไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจจะทำธุรกิจ และมีประสบการณ์ ทั้งที่เริ่มต้นมาด้วยตัวเอง และต่อยอดมาจากธุรกิจครอบครัว ทั้งยังเป็นกลุ่มที่เรียกได้ว่าเป็นคนตัวเล็กอยู่จริงๆ เพราะส่วนมากยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ธุรกิจไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน และดำเนินธุรกิจมานานกว่า 6 ปี


          วิสัยทัศน์ที่แต่ละพรรคการเมืองมีต่อเอสเอ็มอี
          กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะร้อยละ 99 จากวิสาหกิจของประเทศไทยมาจากกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงการเป็นแหล่งจีดีพีที่สำคัญของประเทศ ซึ่งปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอี มาจากการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ไปไม่สุด เรามีเอสเอ็มอีแบงก์ บสย. กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ มี สสว. ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทางพรรคพลังประชารัฐ จึงมีเป้าหมายที่จะทำให้ทั้ง 4 หน่วยงานนี้ ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน ไม่ใช่ตามมีตามเกิดอย่างในปัจจุบัน และมีเป้าหมายที่จะ “สร้างผู้ประกอบการจาก 3 ล้านรายให้กลายเป็น 5 ล้านราย” ด้วย

 

          อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ตามสโลแกนของพรรคที่ว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” เราจึงมุ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ใช่เข้ามาเพื่อปกครองประชาชน และเรื่องของเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม โดยรัฐบาลที่เข้ามาจะต้องเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้นำ ต้องทำให้กฎหมายที่จะออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอี ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจเอสเอ็มอี ให้ประกอบการได้อย่างคล่องตัว ไม่ใช่ออกกฎหมายมาให้พวกเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

 

          ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า ต่อไปนี้ต้องทำให้เอสเอ็มอีเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป โดยพรรคอนาคตใหม่จะทำ 3 เรื่อง คือ “ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง และเปิดโอกาส” เราจะปลดล็อกในเรื่องของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และเอื้อต่อทุนใหญ่ที่เป็นการผูกขาด เช่น เรื่องการขอใบอนุญาต และต่อไปนี้ต้องเป็น E-Government ที่หมายถึง การให้บริการของภาครัฐ ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการปลดล็อกเรื่องเงินทุน ปรับโครงสร้างให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในการทำธุรกิจ ให้คนตัวเล็กมีอำนาจต่อรองกับทุนใหญ่ และเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศ ให้สมกับศักยภาพที่มีอยู่


          กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า หลักการของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้อย่างต่อเนื่องช้านาน คือ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ที่เป็นหลักคิดที่อยากฝากเอสเอ็มอีไปพิจารณา ซึ่งเพิ่มรายได้ก็คือ ความสามารถในการขายสินค้าที่มากขึ้น ต้องมองว่าภาครัฐจะเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของเอสเอ็มอีได้อย่างไร จะสามารถไปร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศได้อย่างไร เป็นส่วนที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่วนการลดรายจ่าย รู้สึกเห็นใจเอสเอ็มอี เพราะเวลาไปกู้เงินต้นทุนจะแพงกว่าธุรกิจอื่น และธนาคารให้กู้ก็มีน้อย ก็หวังว่าในอนาคตหากพรรคเสนอให้ทางธนาคารใหญ่ปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลาง เพื่อแก้ปัญหาแหล่งเงินกู้ จะได้รับการตอบรับที่นำไปสู่การขยายโอกาสให้เอสเอ็มอีได้


          และนี่คือเสียงสะท้อนด้านวิสัยทัศน์ ที่แต่ละพรรคการเมืองมีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็น “คนตัวเล็ก” แต่แท้จริงแล้วเป็นเป็นกลุ่มใหญ่ในเศรษฐกิจของประเทศอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้เสนอให้มีการจัดตั้ง “สภาเอสเอ็มอี” เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีไปข้างหน้าอย่างก้าวไกลกับทางพรรคการเมืองด้วย ซึ่งทั้ง 4 พรรคการเมือง ต่างก็เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เอสเอ็มอีได้เสนอปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันกับภาครัฐได้โดยตรง เป็นการผลักดันที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ในการประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีที่มากขึ้นอีกทางหนึ่ง