คอลัมนิสต์

ปชป.ตัวแปรตั้งรัฐบาล "มาร์คชิงลุงตู่"? 

ปชป.ตัวแปรตั้งรัฐบาล "มาร์คชิงลุงตู่"? 

04 มี.ค. 2562

คอลัมน์...  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย... ลมใต้ปีก


 

          เหลือเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์กำลังมาถึง หลังจากที่ไม่มีการเลือกตั้งมานานถึงเกือบ 8 ปี เป็นการเลือกตั้งที่มีความโกลาหลไม่น้อย ทั้งการร้องยุบพรรคที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด ในวันที่ 7 มีนาคม ก่อนการเลือกตั้ง คือพรรคไทยรักษาชาติ ที่กระทำการ “อันมิบังควรอย่างยิ่ง” 

 

 

          และยังมีการร้องให้ กกต.ส่งเรื่องต่อให้ศาลวินิจฉัยยุบพรรคอีกราว 15 พรรคการเมือง ทั้งพรรคการเมืองเล็กๆ และพรรคการเมืองดังอย่างอนาคตใหม่ และพลังประชารัฐ แต่ราว 15 พรรคเหล่านี้คงจะมีความชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งหลังการเลือกตั้งเป็นแน่แท้ 


          วันนี้แม้ว่าโพลล์หลายสำนัก การวิเคราะห์ทุกสำนักข่าว และการประเมินของแต่ละพรรคว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งแต่ละพรรคจะได้ที่นั่งในสภา (ส.ส.) จำนวนเท่าใด แต่ดูเหมือนในแวดวงการเมืองจะมองกันข้ามช็อตไปแล้วว่า ใครจะตั้งรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าแนวการวิเคราะห์ว่าใครเป็นรัฐบาล มีผลไม่น้อยต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มักจะเลือก “ผู้มีโอกาสเป็นรัฐบาล” หรือเป็นแกนนำรัฐบาลมากกว่าไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะในต่างจังหวัดยังต้องรอรับการพัฒนาและการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกลางลงมาเพื่อยกระดับท้องถิ่นนั้นๆ 


          ผิดกับเมืองหลวงอย่าง กทม. ที่มีการพัฒนาค่อนข้างสูง ประชากรมีรายได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ จึงมักจะไม่ให้ความสำคัญกับการที่ใครจะมาเป็นรัฐบาล ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มากไปกว่าการคิดถึงสิทธิ เสรีภาพของตนเอง และการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐ เป็นสำคัญ ผลการเลือกตั้งในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยจึงเป็นไปตามทฤษฎี “2 นคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่สรุปสั้นๆ ได้ว่า “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล” 




          แต่ภาพการเมืองวันนี้ เมื่อดูความเป็นไปได้ในรัฐบาลผสม อันเป็นผลพวงจากเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 พอจะวิเคราะห์ได้ว่า พรรคการเมืองที่จะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีน้ำหนักมากที่สุดในครั้งนี้คือ “พรรคประชาธิปัตย์” ด้วยเหตุผลที่ว่า ขั้วเพื่อไทยกับขั้วพลังประชารัฐ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับมือกันตั้งรัฐบาล ทั้งการห้ำหั่นกันใน 5 ปีที่ผ่านมา และการเปิดศึกชนิด “ไม่เผาผี” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 


          ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ หรือเพื่อไทย ที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ต้องมี ประชาธิปัตย์ อยู่ฝั่งตนเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ 


          เพราะถ้าประชาธิปัตย์ไปรวมกับพรรคใดพรรคหนึ่งระหว่างเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้ฝ่ายค้านมีราว 200 เสียงหรือมากกว่า การทำงานของรัฐบาลใหม่จึงแทบเป็นไปไม่ได้ 


          จึงเห็นข่าวกระเส็นกระสายก่อนเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” ว่า มีคนของทักษิณ ชินวัตร เช่น โภคิน พลกุล จากเพื่อไทย ไปเจรจาลับๆ กับ เดอะมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อแตะมือกัน หาก “คณิตศาสตร์ทางการเมือง” เป็นไปได้ ในการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง


          แต่หลังเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” ประชาธิปัตย์พับทางเลือกนี้ “เก็บเข้าลิ้นชัก” ถึงขนาดที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศว่าไม่มีทางไปจับมือกับพรรคการเมืองในเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” หลังเลือกตั้งแน่นอน 


          หากเป็นไปตามนี้ นั่นหมายความว่า ประชาธิปัตย์ก็ไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องจับมือกับพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน (กรณีที่พรรคเครือข่ายทักษิณและพันธมิตร ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด) 


          การแบ่งข้างค่อนข้างชัด ปัญหาอยู่ที่จะให้ใครนำระหว่าง ผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากค่ายประชาธิปัตย์ คือ เดอะมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากฟากพลังประชารัฐ คือ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คำตอบจะอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง ใครได้ที่นั่งมากกว่ากันระหว่าง 2 พรรคนี้ มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่าผู้รับเสนอชื่อฟาก ทักษิณ ชินวัตร 


          จากตัวเลขโพลล์หลายสำนัก และการประเมินของสำนักข่าวหลายแห่ง ต้องบอกว่า สถานการณ์ ณ วันนี้ ระหว่าง ประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ ต้อง “ถ่ายรูป” กันว่าใครเข้าวิน เพราะสูสีกันเหลือเกิน อยู่ที่โค้งสุดท้าย ใคร “เร่ง” เข้าสู่เส้นชัย 24 มีนาคม ได้มากกว่า คนนั้น “ชนะ”