
โปรเจกท์ยักษ์ สร้างเมืองทหาร โจทย์ใหม่ขยี้กองทัพ
คอลัมน์... ถอดรหัสลายพราง โดย... พลซุ่มยิง
กองทัพไม่ได้กังวลอนาคตทางการเมืองหลังวันที่ 24 มีนาคม 2562 หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะจับมือกับพรรคในเครือข่ายและขั้วตรงข้ามคสช.อย่าง อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย หลังมีนโยบายสอดคล้องเรื่องปฏิรูปกองทัพลดงบประมาณและกำลังพล
นโยบายดังกล่าวเป็นเพียง ‘วาทกรรม’ หรือการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมืองที่มีส่วนได้เสียกับกองทัพ เพื่อหวังดึงคะแนนเสียง แต่ในทางปฏิบัติถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
เนื่องจากบริบทภารกิจที่มีความหลากหลายมิติ
และกองทัพยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารประเทศให้แก่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
การปฏิรูปกองทัพไม่ใช่เรื่องใหม่และมีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เพื่อให้ทันต่อสังคมโลก แต่กรณีพรรคการเมืองต่างขั้ว รัฐบาลคสช.ประกาศความมุ่งหวังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง จัดระเบียบกันใหม่ นั่นเพราะว่าแทบทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหาเกิดความวุ่นวายจนนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติกองทัพมักจะเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาผ่านรัฐประหาร รวมถึงผลพวงจากการคงอำนาจของรัฐบาล-คสช. ที่เกิดจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่จะชี้ให้เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคลได้ชัดขึ้นเพราะรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด คือการยึดอำนาจรัฐบาลในขั้วอำนาจเดิม ที่มีบุคคลในตระกูลชินวัตรขับเคลื่อนอยู่
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลคสช.พยายามปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดเล็กและแข็งแรงเช่นเดียวกับนานาประเทศ โดยเฉพาะการวางกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ก็ยังติดปัญหาที่กำลังพลส่วนใหญ่ยังผูกขาดกับภารกิจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่เส้นทางระหว่างนี้อาจไม่ราบรื่นมากนัก โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของกองทัพบกเสี่ยงจะถูกพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามหยิบมาเป็นเงื่อนไขโจมตีอีกครั้ง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบก้อนโต รองรับการย้ายที่ตั้งหน่วยรบทั้งหมดในพื้นที่ กทม.ไปต่างจังหวัดให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการกลางปี 2562 นี้
สำหรับหน่วยที่จะถูกย้าย อาทิ กองร้อยทหารม้า (ลาดตระเวน) ที่ 1(ร้อย.ม.(ลว.)1) กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.), กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4.รอ) กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู่อากาศยาน (ปตอ.) กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1พัน.2 รอ.) กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน3 รอ.)
ส่วนที่ตั้งเดิมของหน่วยทหารทั้งหมดจะนำไปใช้ประโยชน์หลายด้านทั้งการขยายพื้นที่ให้หน่วยทหารอื่นที่ยังมีที่ตั้งใน กทม. การเปิดพื้นที่สีเขียวฟอกปอดให้คนกรุงลดความคับคั่งของประชากรและการจราจร
ที่สำคัญสามารถขจัดความหวาดระแวงฝ่ายการเมืองในเรื่องการทำรัฐประหาร หากหน่วยกำลังรบที่ใช้ยึดอำนาจอยู่ไกลจากเมืองหลวง
สำหรับที่ตั้งหน่วยทหารเหล่านี้จะถูกกระจายไปประจำต่างจังหวัดในคราวเดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดความโดดเดี่ยว เช่น จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.สมุทรสาคร เป็นต้น ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะสร้างเป็นเขตเมืองใหม่ หรือเมืองทหาร ต้องใช้งบประมาณสูงพอสมควร ประกอบด้วยสิ่งสาธารณูปโภคครบครัน เช่น บ้านพัก ตลาด ร้านค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อชดเชยให้กำลังพลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้กองทัพบกยังมีแผนลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากเดิม 100% เหลือ 75% ส่วนอีก 25% จะนำไปปรับปรุงยุทโธปกรณ์เดิมให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าที่มีอยู่เพียงพอแล้วในการรองรับภัยคุกคามในปัจจุบัน อีกทั้งความสัมพันธ์ทางทหารทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ผบ.เหล่าทัพ กับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสจะเกิดปะทะมีน้อย
ในขณะที่ประเทศอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากรัฐบาลทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตย กองทัพก็กำลังปฏิรูปตัวเองทั้งด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และที่ตั้งหน่วยทหาร เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดรับกับบริบททางการเมือง



