
เจาะนโยบายร้อนทั้งฝ่ายการเมือง-ทหารลิดรอนอำนาจประชาชน
รายงาน...
หมายเหตุ - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะข่าวเช้านี้ ดำเนินรายการโดย ดร.ธีรารัตน์ พันทวี ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ เมื่อเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้
ดร.พิชาย วิเคราะห์ว่า ตอนนี้พรรคการเมืองหาเสียง 3 เรื่องหลักๆ กรอบคิดแรกจะเป็นกรอบคิดนโยบายเชิงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งกรอบคิดนี้มีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งได้เสนอขึ้นมา แล้วก็เป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงสังคมพอสมควร โดยนโยบายที่ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดนี้ เช่น นโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ การปรับลดงบประมาณกองทัพ รวมถึงเรื่องของการปรับยุทธศาสตร์ชาติต่างๆ ซึ่งก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
ดร.พิชายมองว่า พรรคที่เด่นชัดในเรื่องนี้ก็คือ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเพื่อไทย “เป็นพรรคที่มีความชัดเจนที่สุดว่าจะมีการเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โครงสร้างทางการเมืองแบบนี้คือโครงสร้างทางเมืองที่เกิดขึ้นในยุคที่มี คสช.เข้ามาดูแลมามีอำนาจ ซึ่งโครงสร้างนี้ก็แล้วแต่คนมองทางฝ่ายหนึ่งอาจมองว่าโครงสร้างแบบนี้ช่วยสร้างดุลอำนาจไม่ให้อำนาจตกอยู่ในฝ่ายของการเมืองมากเกินไปอย่างในช่วงก่อนปี 2557 ที่ดุลอำนาจได้ตกอยู่ในฝ่ายการเมืองมากและการตรวจสอบในส่วนต่างๆ ยังมีอยู่น้อย ก็นำไปสู่การมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เราได้ประสบกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
แน่นอนว่าถ้าหากพรรคเหล่านี้เข้ามามีอำนาจ หมุดหมายอันหนึ่งที่เขาเข้ามาก็เพื่อที่จะปรับโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ให้ฝ่ายทางการเมืองไปมีอำนาจมากขึ้นในรัฐสภา อย่างเช่น เรื่องของอำนาจวุฒิสมาชิก ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่จะไปเพิ่มอำนาจของฝ่ายการเมืองเข้าไป แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งเคยอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็คืออำนาจของประชาชนซึ่งก็มีมาตลอดไม่ว่าจะเป็นปี 2550 ปี 2560 ในรัฐธรรมนูญ
แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอำนาจของประชาชนในเชิงที่เป็นรูปธรรมในเชิงขององค์การหรือเรื่องของสิทธิ์ต่างๆ นั้น ดูเหมือนว่าจะมีน้อยกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในอดีต แต่ว่าในอดีตถึงจะมีเรื่องของการมีส่วนร่วมออกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ฝ่ายการเมืองเองก็ไม่ได้มีการผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างดุลอำนาจของประชาชนให้เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด คือทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มาจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายรัฐประหาร พอเมื่อเข้ามามีอำนาจก็พยายามที่จะสร้างหลักสร้างกฎเกณฑ์ในเชิงโครงสร้างอำนาจให้ฝ่ายของตนเองมีดุลอำนาจเหนือกว่าอำนาจของฝ่ายอื่น แต่ทั้งคู่จะทำการลิดรอนอำนาจของประชาชนอยู่เสมอ อย่างฝ่ายการเมืองก็อาจจะมีแต่ตัวรูปแบบแล้วไม่มีเนื้อหา ส่วนฝ่ายที่มาจากรัฐประหารก็ไม่มีทั้งเนื้อหาและรูปแบบ
อย่างไรก็ตามทางประชาชนก็คงต้องมีการเรียกร้องกันต่อไปเพื่อให้อำนาจของประชาชนเข้าไปเป็นอีกเสาหนึ่งในดุลอำนาจของโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งจะต้องมีความสมดุลกันระหว่างฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ และฝ่ายประชาชน
กรอบคิดที่สองเป็นกรอบคิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประชานิยมทั้งมวล ซึ่งกรอบคิดที่เกี่ยวข้องกับประชานิยมทั้งมวลแต่ละพรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่พรรคเล็กก็มีการเสนอกันทุกพรรค โดยการนำเสนอของแต่ละพรรคก็จะหยิบยกนำเอาประเด็นที่แต่ละพรรคคิดว่าจะสามารถดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้และเหนือกว่าคู่ต่อสู้คู่แข่งได้ ทั้งในเชิงของจำนวนเงินที่ให้ในกลุ่มต่างๆ อย่างเช่นสวัสดิการผู้สูงอายุ ก็มีหลายพรรคที่เสนอจำนวนเพิ่มขึ้นให้เป็นหลักพันขึ้นไป จากเดิมที่เป็น 600-1,000 บาท โดยจะไม่มีการแบ่งเป็นระดับเหมือนเก่า
ดร.พิชาย ได้ยกตัวอย่างถึงนโยบายเพื่อมารดาที่ตั้งครรภ์และเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบด้วยว่า “นโยบายเรื่องนี้ก็มีทุกพรรค โดยพรรคที่โดดเด่นในเรื่องนี้และมีการออกมาเกทับกันก็คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีนโยบายเกิดปั๊บรับแสน ของพรรคพลังประชารัฐก็เป็นนโยบายมารดาประชารัฐที่ให้ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ขวบ ตัวเลขก็ประมาณ 180,000 บาทต่อคน เพราะฉะนั้นตัวเลขและเงินต่างๆ ที่นำเสนอออกมานั้นก็เพื่อสร้างความดึงดูดใจ”
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะเป็นประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงาน โดยรับประกันค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการรับประกันราคาสินค้าการเกษตรว่าจะได้ราคาเท่าไร อย่างเช่น จะให้ราคายางอยู่ที่ 60 บาท หรือ 80 บาท เป็นการดึงดูดใจประชาชนที่อยู่ในกลุ่มต่างๆ ด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งปมปัญหาของนโยบายประชานิยมก็คือการเอาเงินของรัฐไปแจกประชาชน
ซึ่งปัญหาของประชานิยมก็คือพรรคที่เอานโยบายนี้มาใช้ก็เพราะหวังคะแนนเสียงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปหรือช่วงเวลาต่อไป เป็นเหมือนการเอาทรัพยากรมาใช้ให้หมดในพริบตา เพื่อให้ตนเองเข้ามามีอำนาจโดยไม่ได้สนใจว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร รวมถึงการแจกเงินหรือการให้สวัสดิการต่างๆ แก่ประชาชน เป็นสิ่งที่ทำได้แต่ต้องมีการคำนวณกันโดยละเอียด ต้องคำนวณแหล่งที่มาของเงินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่จะเอาเงินมาอย่างทันทีทันใด และไม่รู้ว่ามีที่มาอย่างไร ปัญหาคือเรื่องแหล่งที่มาที่ไปของเงินต้องมีความชัดเจน เพราะหากแหล่งที่มาไม่ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดแล้วเกิดมีการไปดึงงบประมาณจากส่วนอื่นมาใช้ก็จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในการพัฒนาระหว่างภาคส่วนขึ้นได้
และกรอบที่สาม เป็นกรอบนโยบายเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ามีเยอะพอสมควรที่แต่ละพรรคได้คิดค้นขึ้นมาเป็นนโยบายใหม่ๆ ทั้งที่มาจากกระแสของสังคม และการต่อยอดจากนโยบายเดิมอย่างเช่นนโยบายขับแท็กซี่ขับ Grab หรือนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการปลูกกัญชาเสรี นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น
ซึ่ง ดร.พิชาย ได้แนะถึงวิธีในการตัดสินใจก่อนลงคะแนนเสียงว่า “ให้ถามใจของตนเองว่าสนใจประเด็นอะไรบ้างมากที่สุด ซึ่งประเด็นที่สนใจ อาจสนใจเพราะมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของตนเองต่อชุมชนต่อสังคมก็ได้ และเมื่อกำหนดความสนใจของตนเองได้แล้วให้นำเอานโยบายต่างๆ ในเรื่องที่ตนสนใจของพรรคการเมืองมาเปรียบเทียบกันดูว่าแต่ละพรรคนำเสนออะไรบ้าง และวิเคราะห์ดูว่าข้อเสนอเหล่านั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่แล้วชั่งน้ำหนักดูถึงความเป็นไปได้ที่สอดคล้องกับผลที่ตนและสังคมจะได้รับเป็นเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจก่อนจะลงคะแนนเสียง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าการตัดสินใจเลือกเพียงเพราะความชอบหรือความเกลียดที่มีอยู่”



