คอลัมนิสต์

เข้าหน้าร้อนแล้ว

เข้าหน้าร้อนแล้ว

15 ก.พ. 2562

คอลัมน์...  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   [email protected]

 

 

          เวลานี้อากาศบ้านเราเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว และไม่เฉพาะอากาศอย่างเดียว แต่เหตุการณ์รอบๆตัวยังระอุแทบจะลุกเป็นไฟ


          จึงขอให้ทุกคนมีสติอย่าไปเสียอารมณ์ เสียความรู้สึก โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ขอให้นึกว่า “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” และคนไทยมีความเชื่อศรัทธาว่า ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

 

 

          มีคำกล่าวที่ว่าวัน เวลา ผ่านไปเหมือนติดปีกบิน เผลอแป๊บเดียวก็จะถึงเมษายน เดือนที่ร้อนที่สุดของปี และช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีวันหยุดยาวติดต่อกัน 5 วัน


          เมื่อได้ดูโฆษณาท่องเที่ยวตาม นสพ. โทรทัศน์ วิทยุและสื่อออนไลน์ต่างๆ แล้ว มีโปรแกรมการท่องเที่ยวเสนอมามากมาย ในราคาไม่แพง


          ญี่ปุ่นดินแดนอาทิตย์อุทัย ยังเป็นประเทศยอดฮิตติดอันดับ 1 ซึ่งช่วงนั้นอากาศกำลังสบายๆ หลายแห่งสวยงามโรแมนติก มีซากุระบาน


          เพื่อให้สบายๆ คลายร้อน จึงมีของฝากจากนิตยสาร ‘ผาสุก’ จากไทยประกันชีวิตเสนอเรื่องน่าสนใจในวัฒนธรรมประเพณี ความนึกคิดระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ดังสรุปให้ดังนี้


          ในขณะที่บ้านเรามีขนบธรรมเนียมทักทายกันด้วยการไหว้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการไหว้พระ ไหว้ผู้มีพระคุณ หรือผู้อาวุโส และไหว้บุคคลทั่วไป ชาวญี่ปุ่นจะใช้การโค้งคำนับทักทายจะโค้ง 15 องศา และค้างไว้ไม่นาน


          เป็นการทักทายเมื่อเจอคนรู้จัก การโค้งเคารพจะโค้งประมาณ 30 องศา เพื่อแสดงความเคารพต่อลูกค้า เจ้านายหรือรุ่นพี่ และการโงเคารพแบบนอบน้อมจะโค้ง 45 องศา ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที เพื่อแสดงความเคารพแบบนอบน้อมสำหรับผู้ที่มีอาวุโสหรือบุคคลที่เคารพมาก

 

          ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับรองเท้านั้น เป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นและคนไทยถือคล้ายคลึงกันมาก เช่น ห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้าน วัด รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปกติทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นจะเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้า


 


          สำหรับคนญี่ปุ่น ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตาตามิ แม้จะสวมรองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดิน โดยให้ถอดรองเท้าไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน และต้องให้ปลายรองเท้าหันไปทางประตูเท่านั้น หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำคนญี่ปุ่นก็จะมีรองเท้าสำหรับใช้ห้องน้ำให้เปลี่ยนด้วย


          งานวัดคืองานบุญประจำปีที่แต่ละวัดกำหนดฤกษ์ยามการจัดแตกต่างกันออกไป ถือเป็นเทศกาลรื่นเริงประจำปีของคนไทยมาตั้งแต่อดีต และที่ขาดไม่ได้คือความบันเทิง เช่น หนังกลางแปลง บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน ฯลน เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็มีงานลักษณะคล้ายๆ กัน แม้วัฒนธรรมประเพณีจะแตกต่างกับของไทย


          แต่บรรยากาศความบันเทิงภายในงานนั้นคล้ายกันมาก โดยมีทั้งการขายของกิน เช่น ผลไม้เคลือบน้ำตาล ปลาหมึกย่าง ทาโกะยากิ และมีเกมให้เล่น ทั้งเกมตกปลา ยิงปืน บ้านผีสิง ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ผู้คนมักออกมาไหว้พระขอพรก็จะยิ่งคึกคัก ซึ่งช่วงที่ญี่ปุ่นมีการจัดงานวัดมากที่สุดก็คือช่วงฤดูร้อน


          ชาวญี่ปุ่นจะเคร่งครัดในเรื่องของกฎระเบียบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรอขึ้นรถ การรอซื้อตั๋วรถ การรอเข้าร้านเพื่อรับประทานอาหาร หรือรอเข้าห้องน้ำสาธารณะ เพราะสังคมญี่ปุ่นจะปลูกฝังให้เด็กเข้าใจว่าการแซงคิวนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และคนที่แซงคิวจะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เพราะไม่เกรงใจคนอื่น


          ทำให้คนอื่นต้องรอนานขึ้น ดังนั้นการแซงคิวจึงหมายความว่า คนที่แซงนั้นไม่ให้เกียรติต่อเวลาของคนอื่น และเมื่อใครคนนั้นไม่เห็นคุณค่าในเวลาของคนอื่น ก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่ไร้ค่า


          ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นจะนิยมใช้กระดาษชำระแบบม้วนเล็กๆ สีอาจจะไม่ได้ขาวมาก และไม่มีลวดลายเหมือนที่ใช้ในบ้านเรา ซึ่งกระดาษชำระแบบนี้เมื่อใช้เสร็จก็สามารถทิ้งลงในโถส้วมได้เลย เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อให้ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสน้ำ หมดห่วงเรื่องอุดตัน


          ผิดกับห้องน้ำสาธารณะในประเทศไทย ที่ต้องติดป้ายห้ามทิ้งกระดาษชำระลงในโถส้วมแทบจะทุกที่ ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถังขยะในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีขนาดเล็กมาก เพราะมีไว้สำหรับทิ้งผ้าอนามัยเท่านั้น


          ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้เป็นวันศุกร์ และไม่อยากให้ท่านทั้งหลายเครียด จึงนำเรื่องน่าสนใจของญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง


          ญี่ปุ่นนั้นมีความผูกพันกับไทย และเป็นต้นแบบในเรื่องของความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลาถ้าคนไทยมีรุ่นใหม่เป็นแบบนี้ ประเทศชาติของเราไม่วุ่นวายแบบนี้หรอก !