คอลัมนิสต์

"กติกาเลือกตั้ง"หรือว่า"นักการเมือง"ตัวปัญหา

"กติกาเลือกตั้ง"หรือว่า"นักการเมือง"ตัวปัญหา

31 ม.ค. 2562

คอลัมน์...  กระดานความคิด  โดย... ร่มเย็น


 

          ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งส.ส. ประกาศใช้และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 24 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้งและจะมีการเปิดรับสมัคร ส.ส. ในวันที่ 4- 8 กุมภาพันธ์นี้

 

 

          แต่ตอนนี้ยังไม่ทันเลือกตั้งก็มีการมอง “ข้ามช็อต” ไปถึงการสูตรตั้งรัฐบาลกันแล้วว่าจะออกมาในรูปแบบไหนได้บ้าง


          และหากพูดถึงคนที่มีสิทธิเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ก็มีแค่ 4 คน เท่านั้น คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์กับนายอภิสิทธิ์ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็คือ ชัชชาติกับสุดารัตน์ โดยมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อฝ่ายใดชนะเลือกตั้ง


          ตอนนี้มีการปล่อยข่าวออกมาว่า ในจำนวน 500 เสียง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกแบ่งออกเป็น 400 กับ 100 โดย 3 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ ช่วงชิงกันใน 400 เสียง ส่วนอีก 100 เสียงที่เหลือพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล


          คราวนี้มาพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนอยู่เหมือนกัน ก็คือกฎกติกาเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่ง กกต.เพิ่งออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 โดย “นักการเมือง” ต่างเรียงหน้าออกมาโจมตีว่า มีเงื่อนไขมากไปบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง และสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ

 



          อย่างไรก็ตามเมื่อพลิกดูในรายละเอียดของระเบียบดังกล่าว พบว่าโดยมากก็เหมือนหรือคล้ายกับระเบียบก่อนๆ ส่วนในเรื่องใหม่ก็เช่นในเรื่องผู้ช่วยหาเสียง ที่กำหนดว่าให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน


          ในส่วนของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อให้มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หมายความว่าถ้าพรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต ครบทั้ง 350 เขต ก็มีผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคได้ถึง 3,500 คน ซึ่งนับว่าเยอะมาก


          ในเรื่อง “ผู้ช่วยหาเสียง” นักการเมือง ตั้งคำถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครที่ถือว่าเป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” และจะนับกันอย่างไร


          ประเด็นนี้ในระเบียบฉบับนี้ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ผู้ช่วยหาเสียง” ชัดเจนอยู่แล้วว่า หมายความว่า ผู้ที่ได้รับการว่าจ้างจากผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองให้เข้าร่วมกิจกรรมในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งตลอดระยะเวลาหรือช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเป็นบุคคลที่ได้แจ้งรายละเอียด หน้าที่และค่าตอบแทนต่อ กกต.

 

          อธิบายง่ายๆ ก็คือ ผู้สมัครส.ส. และพรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อ “ผู้ช่วยหาเสียง” ต่อกกต.อยู่แล้วว่ามีใครบ้าง และแต่ละคนช่วยหาเสียงในลักษณะไหน เช่น ถือป้าย ให้ช่วยหาเสียงวันไหน เวลาไหน ดังนั้นผู้สมัครและพรรคการเมืองย่อมรู้แล้วว่าใช้ “ผู้ช่วยหาเสียง” เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

 

          และการเลือกตั้งครั้งนี้แผ่นป้ายหาเสียงให้มีภาพได้เฉพาะผู้สมัคร ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หัวหน้าพรรคการเมือง และสมาชิกพรรค เท่านั้น

 

          นั่นหมายความว่าจะเอารูป “คนนอก” มาติดที่ป้ายหาเสียงไม่ได้ โดยยกเว้นให้กรณีเดียวที่เอารูป “คนนอก” มาติดที่ป้ายหาเสียงได้คือบุคคลนั้นได้รับการเสนอชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรค


          ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเรื่องใหม่ ก็เช่น ห้ามแจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง โดยนำไปวางหรือโปรยในที่สาธารณะซึ่งเมื่อก่อนไม่ห้าม, หาเสียงเลือกตั้งโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อก่อนกฎหมายไม่ได้เขียนชัดขนาดนี้


          ส่วนอีกประเด็นที่ “นักการเมือง” ห่วงกันมาก ก็คือกรณีของ “โซเชียลมีเดีย” เกรงว่าถ้าตนเองมีเพจอยู่เกิดใครไปโพสต์โจมตีใคร หรือใช้ข้อความไม่เหมาะสม เจ้าของเพจต้องรับผิดชอบนั้น เรื่องนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายอยู่แล้วว่า ถ้าตัวเราไม่ได้กระทำหรือจ้างวาน หรือใช้ใครให้กระทำ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง มีคนไปเขียนข้อความหยาบคายหรือด่าใครบนป้ายหาเสียงของผู้สมัครส.ส.คนใด โดยที่ผู้สมัครส.ส.คนนั้น ไม่รู้เห็นด้วย ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

 

          ในกรณีของเพจ ปกติถ้า กกต.พบหรือมีผู้ร้องเรียนว่ามีข้อความไม่เหมาะสมบนเพจใด และกกต.เห็นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย กกต.ก็จะแจ้งไปยังเจ้าของเพจให้ลบออก ซึ่งเมื่อเจ้าของเพจลบข้อความนั้นออกก็จบ แต่ถ้าเจ้าของเพจไม่ลบออกถึงจะมีความผิด


          ที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างสอบถามไปยังกกต.จำนวนมากถึงการหาเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ทำได้หรือไม่ แต่กกต.จะไม่ตอบ เพราะเห็นว่าไม่ใช่ “ที่ปรึกษากฎหมาย” กกต.จะรอวินิจฉัยเมื่อเกิดเรื่องหรือเป็นคดีร้องมายัง กกต.แล้ว


          อย่างไรก็ตามหากนักการเมืองใช้ความระมัดระวังเดินตามระเบียบของกกต.ว่าด้วยการหาเสียง ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร เหมือนกับที่เคยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งพูดไว้ในคดียุบพรรคว่า “หากไม่ทำผิดกฎหมายเสียอย่าง ใครจะไปทำอะไรคุณได้” แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็อย่าเลือกปฏิบัติกับฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ว่ากันตามตรงตามกฎหมายอย่างโปร่งใส เลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี