
รู้เท่าทันอันตรายจากธุรกิจอาหารเสริม
คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬา
ข่าวการดำเนินคดีผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อ “เมจิกสกิน” พบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวใช้เครื่องหมายของสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ปลอม และผลิตอาหารเสริมไม่มีคุณภาพ หลอกลวงผู้บริโภค เป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้สังคมไทยตระหนักถึงพิษภัยของผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐานอีกครั้ง หลังจากที่ธุรกิจเหล่านี้ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากการขายมานานนับปี
ตามทัศนะของ เภสัชกร ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน อาจารย์ภาควิชาชีวเคมีและจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ทางออกของปัญหาอยู่ที่การปิดช่องโหว่ในกระบวนการตรวจสอบของ อย. ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ในการควบคุมของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดมาตรฐานการกำกับดูแล เช่น มาตรฐานของสถานที่ผลิต หรือนำเข้า ใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้าและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ต้องมีฉลากโภชนาการ ไม่ใส่สารอันตรายตามประกาศกระทรวง เป็นต้น
ปัญหาหลักมักเกิดขึ้นจากการโฆษณาอวดสรรพคุณสินค้าเกินจริง จนผู้บริโภคบางคนเชื่อว่าอาหารเสริมหรือสินค้าต้องมีฤทธิ์ในการบำรุงรักษา หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางบวกต่อสุขภาพร่างกาย และเสริมสุขภาพความงาม เกิดการคุยกันปากต่อปาก ไปจนถึงการรีวิวสินค้าทางสื่อสังคมออนไลน์ และพัฒนาเป็นกระแสนิยม
“ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่จดทะเบียนนั้น จะโฆษณาบรรยายได้เพียงสรรพคุณทั่วไป ต้องไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ดังนั้นเขียนได้เพียงหน้าที่เหมือนวิตามินธรรมดา”
ตามหลักการ ผู้ขายจะกล่าวอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้นั้น ก็ต่อเมื่อมีการทดลองในมนุษย์จนมีความสมเหตุสมผล มีงานตีพิมพ์วิชาการ รับรองมากพอ แต่โดยพฤตินัยแล้ว ทาง อย.ก็ไม่สามารถตรวจในขั้นตอนการผลิตและการโฆษณาได้ละเอียดทุกขั้นตอน มีเพียงการสุ่มตรวจเท่านั้น
อาจารย์วีระพงษ์ชี้ว่า อย.เองก็มีข้อจำกัดในการตรวจตรา โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ช่องทางการสื่อสารมีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ที่น่าวิตกคือขณะนี้ อย.มีจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ เพราะธุรกิจอาหารเสริมโตวันโตคืน และมีจดขึ้นทะเบียนกับ อย. นับแสนรายการ นอกจากนี้ คดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการโฆษณามีอายุความเพียงปีเดียว ขั้นตอนในการตามจับ หรือสืบหาเรื่องราวก็มักจะกินเวลาเกินกว่านั้น
แต่ล่าสุด ทาง อย. และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังทำระบบตรวจสอบการโฆษณาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ทางด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็มีระบบตรวจสอบเลขทะเบียนโรงงานผู้ผลิตอาหารเสริมที่ได้รับการรับรองจากทางสภาอุตสาหกรรม เป็นการรับประกันคุณภาพอีกรูปแบบหนึ่ง
อาจารย์วีระพงษ์ชี้ว่า ต่อไปควรมีการตรวจตราตั้งแต่ในระดับชุมชน ไม่ใช่แค่การส่งปัญหามาให้ส่วนกลางแก้ไข แต่ทางด้านหน่วยงานในท้องถิ่น อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณณสุข และศูนย์ปฐมภูมิต่างๆ ควรมีบทบาทมากกว่านี้ รวมถึงพัฒนาระบบการตรวจสอบให้ทันสมัย เข้ากับเทคโนโลยีของยุคปัจจุบัน
ผู้บริโภคเอง ก็ต้องตื่นตัวและตระหนักถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ บางส่วนยังหลงยึดติดในมายาคติความงาม เช่นการมีผิวขาว มีหุ่นดี ผลักดันให้คนจำนวนมากหันไปใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางลัดไปสู่เป้าหมาย โดยยอมเสี่ยงอันตรายที่ตนเองไม่รู้ตัว ดังนั้นอย่าเชื่อคนขายถ้าหากสินค้าไม่น่าเชื่อถือ บรรยายสรรพคุณดีเกินจริง ผู้บริโภคจึงควรทำตัวเป็นนักเรียน นักค้นหาความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างถูกวิธี
“ถึงมีเลข อย. ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพราะเลขที่ได้จากการจดทะเบียนคือเลขจดโดยดูจากสารอาหารว่าเคยมีการใช้สารชนิดนี้อยู่แล้ว ซึ่งของ่าย และบริษัทเหล่านี้ก็มักจะใช้ทะเบียนแบบเดิมๆ ที่เคยมีการใช้แล้วมาขึ้นทะเบียน” โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีการอวดอ้างสรรพคุณลดความอ้วน เพิ่มสมรรถภาพความแข็งแรง สมรรถภาพทางเพศ มักจะมีการปนเปื้อนยาที่ให้ผลรุนแรง
อาจารย์วีระพงษ์ให้คำแนะนำว่า “อย่าเชื่อคนขายทั้งหมด” แม้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะมีการอวดอ้างว่าทำจากสารธรรมชาติก็ตาม เพราะไม่ได้เป็นตัวรับประกันว่าปลอดภัย ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีผลขัดขวางยารักษาโรค ดังนั้นผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรคต้องควรระวัง และควรปรึกษาผู้รู้ เช่นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ยา เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ผู้ผลิตเองก็ต้องมีจริยธรรมที่ดีมากกว่านี้ ไม่มุ่งหวังผลกำไร แต่ต้องควบคุมมาตรฐานการผลิตให้ถูกต้องและปลอดภัย ขณะเดียวกันหน่วยงานตรวจสอบ ก็ต้องเร่งปิดช่องว่างทางกฎหมายที่มีอยู่ให้ได้ อาจารย์วีระพงษ์กล่าวสรุป



