royal coronation
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562
เจาะประเด็นร้อน

“เสือดำทุ่งใหญ่” ความบริสุทธิ์ “สีนิล” !!

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 - 11:09 น.
เจาะประเด็นร้อน,เสือดำทุ่งใหญ่,ความบริสุทธิ์สีนิล,ผืนป่า,เสือดำ
Shares :
เปิดอ่าน 8,600 ครั้ง

“เสือดำทุ่งใหญ่” ความบริสุทธิ์ “สีนิล” อย่าให้สิ้นศรัทธา กฎหมายผืนป่า!

           ไม่เพียงแค่กลุ่มอนุรักษ์ คนทั่วไปยังต้องอุทานว่า “ใจทำด้วยอะไร!!” และทันทีทีทราบข่าว คำถามเดียวกันคือ “เสือดำ" ที่ถูกฆ่า เป็นตัวไหน?

           เพราะคงจำกันได้กับเรื่องราวช่วงปีก่อนที่โลกออนไลน์ได้แชร์วิดีโอเสือดำตัวหนึ่งออกมาเล่นกล้องด้วยสายตาน่ารัก ไร้เดียงสา ไร้พิษภัย โดยระบุว่าเป็นเสือดำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จ.ตาก

และเมื่อโยงกับคำพูดของ “ดำรงค์ พิเดช” อดีตอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ชี้ว่าเสือดำที่ถูกฆ่าครั้งนี้อาจเป็นเสือดำตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่!

ประกอบกับที่ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยฯ ออกมาระบุว่า กรณีของเปรมชัยถือเป็นรายแรกในประวัติศาสตร์ที่เข้าไปฆ่าเสือดำ และนำมาปรุงเป็นอาหาร และเสือดำตัวนี้อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวมาโดยตลอด หลายคนสามารถถ่ายภาพไว้ได้ ซึ่งทำให้เข้าใจว่าชุดของนายเปรมชัย น่าจะรู้แหล่งที่อาศัยของเสือดำตัวนี้จึงตั้งใจเข้าไปฆ่า!

           ขณะที่นักวิชาการต่างออกมาชี้ว่า เสือคำผู้โชคร้ายตัวนั้นยังเป็นแค่ลูกเสือเท่านั้น

           หลายคนก็หวั่นใจว่าอาจจะเป็นน้องเสือตัวเดียวกัน!! และทำให้คนไทยยิ่งเดือดดาล และพากันเผยแพร่ภาพเสือน้อยตัวนั้นอีกครั้ง!

              

ต้องเหี้ยม! เบอร์ไหน?

           อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นตัวเดียวกันหรือไม่ ทุกชีวิตไม่ควรต้องมาตายเช่นนี้ เช่นเดียวกันกับไก่ฟ้าหลังเทา และเก้ง ที่ต่างก็พบจุดจบด้วยน้ำมือคนกลุ่มเดียวกัน

           หากสำหรับ “เสือดำแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร” ตัวนี้ ล่าสุดศูนย์พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบแล้วพบว่ามันถูกยิงจากด้านหน้าจำนวน 5 นัด กระสุนเจาะที่หัวและลำตัว!

           โดยการตรวจสอบได้จำลองเหตุการณ์ยิงด้วยการนำซากเสือดำ มาพาดบนไม้คล้ายเสือยืน เพื่อหาวิถีกระสุน กระทั่งพบว่าผู้ยิงยืนอยู่สูงกว่าเสือซึ่งน่าจะเป็นมืออาชีพ เพราะอาวุธที่ใช้เป็นปืนไรเฟิลที่กลุ่มนักล่าสัตว์นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง

           สำหรับรอยกระสุน 5 นัดนั้นเข้าที่บริเวณใบหูฝั่งขวา 1 นัด หัวกะโหลก 1 นัด และลำตัว 3 นัด และจากวิถีกระสุน คาดว่าผู้ยิงน่าจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเสือดำ โดยทิศทางของกระสุนทำมุม 30 องศา ยิงจากด้านหน้าผ่านไปด้านหลัง

           ขณะเดียวกันเมื่อวิเคราะห์ตามรายงานข่าวที่ อนุวงศ์ ศรีจันทร์ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ออกมาเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนพบซากเสือดำ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้คนไทยใจหาย!

           อนุวงค์ เล่าว่าหลังได้รับแจ้งจึงพากันเข้าไปตรวจสอบจนเมื่อขับรถเข้าไปใกล้ มีเสือดำตัวหนึ่งวิ่งนำหน้ารถก่อนหายไป

           จากนั้นเมื่อตรวจสอบต่อไปก็ต้องผงะ เมื่อพวกเขาได้พบซากเสือดำ จึงสันนิษฐานว่าเสือดำตัวดังกล่าวน่าจะเป็นคู่ของเสือที่ตาย เมื่อเห็นคู่ตายจึงตกใจวิ่งหนีกระสุน

           ทั้งนี้พวกเขาเคยเห็นเสือดำคู่นี้มาก่อนหน้านี้หลายครั้ง และครั้งนี้เหมือนเสือตัวดังกล่าวจะมาบอกอะไร กระทั่งตรวจค้นจนไปเจอหม้อต้มใกล้เต็นท์ เมื่อเปิดดูพบหางเสือดำต้มคล้ายซุปหางวัว แต่เป็นซุปเสือดำ!!

           ขณะที่เจ้าสัวแสนล้านที่นั่งอยู่ใกล้กันไม่พูดอะไรเลย และจากการแล่เสือ เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าผู้แล่นับว่าเป็นระดับมืออาชีพ เพราะแล่แบบไม่ขาดออกจากกันเลยแม้แต่น้อย!

รู้จัก “เสือดำ” นักล่าผู้น่ารัก

            

                                                                   (เสือดำ อุ้มผาง)

           จากเหตุการณ์ข้างต้นน่าคิดว่าสำหรับผู้ล่ารายนี้แล้ว พวกเขาอาจมองเสือดำ โดยเห็นเพียงแต่เนื้อและหนัง

           เนื่องจากว่ากันว่าเหตุที่เสือชนิดนี้เป็นที่ต้องการในหมู่นักล่าสัตว์ป่าก็เพราะนอกจากเป็นสัตว์ที่ตัวไม่ใหญ่มาก น้ำหนัก 50–60 กก. ซึ่งทำให้เคลื่อนย้ายและจัดการซากได้ไม่ยากแล้ว

           มันยังมีหน้าตาที่น่ารัก มีลายจุดขยุ้มบนหนังสีน้ำตาล เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนเสือตัวอื่น ทำให้สวนสัตว์ทั่วโลกอยากมีไว้โชว์

           นอกจากนี้ในกลุ่มหนึ่งยังเชื่อกันว่าสีที่ผิดเพี้ยนเป็นสีดำนั้นจะเป็นยาโป๊ ชูกำลังชั้นดี โดยเสือ 1 ตัวกินได้ทั้งเนื้อ หนัง เขี้ยว เล็บ และ “ตัวเดียวอันเดียว” ของเสือก็มีราคาแพงอย่างน่าตกใจ!

           หากสำหรับคนทั่วไปแล้วทุกคนน่าจะมองเห็นแต่แววตาใสซื่อบริสุทธิิ์มากกว่าที่จะต้องถูกล่า และฆ่าแกงแบบนี้!

           ซึ่งถ้าจะพูดถึงผืนป่าโซนบ้านเรา สัตว์ตระกูล “เสือ” น่าจะถือเป็น “เจ้าป่า” ผู้ล่าสูงสุดแล้วของระบบนิเวศ แต่หลายคนยกให้ “เสือโคร่ง” เป็นเจ้าป่า เนื่องจากมีลำตัวที่ใหญ่กว่ามาก

             

        ส่วนเสือดาวและเสือดำถือเป็น “สายลับนักล่า” แห่งพงไพร ด้วยความปราดเปรียว และผิวหนังสีดำขลับดูลึกลับ

           อย่างที่เห็นว่า “เสือดำ” มีสีดำงดงามตลอดทั้งลำตัว แต่ที่จริงแล้ว สีดำนี้เกิดจากความผิดปกติในเม็ดสี ที่เรียกว่าเมลานิซึม แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่ามันยังมีลายด่างๆ หรือลายจุดคงอยู่ จนเมื่อออกแดดจึงจะสามารถเห็นได้ชัดเจน

           อย่างไรก็ดีที่จริงแล้วมันก็เป็นครอบครัวเดียวกับเสือดาว (Leopard) ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์เสือและแมว (Felidae) และพบมากในป่าดิบชื้น ทวีปเอเชีย เช่น อินเดีย เนปาล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเบงกอล หรือชวา

           ส่วนที่บ้านเราพบได้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง และอุ้มผาง ซึ่งบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สามารถบันทึกภาพวิดีโอของเสือดำจากกล้องดักถ่ายไว้ได้

           นอกจากนี้ข้อมูลยังระบุว่าเสือดำนั้นทั้งโลกแล้วเหลืออยู่อีกไม่เกิน 2 พันกว่าตัวเท่านั้น ส่วนในไทยน่าจะเหลือประมาณ 100 กว่าตัวเท่านั้น!

นักล่าหน้าคน กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์!!

           ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เจ้าสัวจับเสือหนนี้กลับเหมือนเป็นการเปิดฉากท้าทายทำลายสิ่งที่เป็นที่สุดแห่งการควรหวงแหนไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

           ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าที่เสือดำถูกบรรจุเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และ IUCN ได้ให้สถานภาพการอนุรักษ์ไว้ในระดับ “สีแดง” คืออยู่ในสถานะ "สัตว์ป่าที่มีความเสี่ยงขั้นอันตรายต่อการสูญพันธุ์”

           และคุณค่าแห่งความเป็น “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

        

           โดยองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง” เมื่อปี 2534

           ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอของ 3 จังหวัด คือ อุทัยธานี กาญจนบุรี และตาก มีเนื้อที่กว่า 4 ล้านไร่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุด!

           สามารถรองรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือหาได้ยากในประเทศไทยมากมาย อาทิ ช้างป่า วัวแดง กระทิง เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ เสือลายเมฆ รวมไปถึงสมเสร็จ เป็นต้น

           ทั้งหมดนี้กลับถูกคนกลุ่มหนึ่งฉีกเป็นชิ้นๆ ภายในกระสุนไม่กี่นัด!

           อย่างไรก็ดีเมื่อก้าวผ่านความโกรธและเสียใจไปแล้วสิ่งที่ทุกคนเรียกร้องให้เกิดขึ้นจริงจัง คือการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด!!

           และในที่สุดจากวาทกรรม “อย่าเพิ่งปรักปรำใคร” เมื่อเห็นกระแสสังคมที่ทั้งหน้าข่าวสารและโลกออนไลน์ที่ไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ

           ช่วงวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “บิ๊กเต่า” หรือ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ จึงเรียกประชุมใหญ่หลายฝ่าย

           แต่สำหรับวาระพิเศษ คือ การติดตามการดำเนินคดีกับเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนท์ จำกัด มหาชน พร้อมพวก น่าจะเป็นที่สนใจของสังคมมากที่สุด!!

           และสุดท้ายในเบื้องต้นได้รับคำยืนยันจาก “บิ๊กเต่า” ว่านโยบายคือรัฐมนตรีประกาศสนับสนุนการเอาผิดอย่างเต็มที่หลังจากได้รับข้อมูลรายละเอียดทุกอย่าง

           พร้อมประกาศว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อติดตามการดำเนินคดีนี้เป็นการเฉพาะ และจะดำเนินการไปจนสิ้นสุดคดีในชั้นศาลฎีกา ถึงแม้จะใช้ระยะเวลาหลายปีก็ตาม เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการอนุรักษ์และคุ้มคองสัตว์ป่าในพื้นที่หวงห้าม

           ก็เชื่อว่าน่าจะต่อสู้กันยาวเพราะอีกฝ่ายอย่างที่รู้กันว่าไม่ใช่ตาสียายสาที่เข้าไปเก็บของป่า! แต่เป็นระดับเจ้าสัวบิ๊กเนม!

(อ่านข่าวเกี่ยวข้อง) เปิดใจ “วิเชียร ชินวงษ์” หัวหน้าชุดจับกุม "เปรมชัย"

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ