วันนี้ (5 ธ.ค.63) เวลา 19.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวังประทับรถยนต์ไฟฟ้าพระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษา ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาและเจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี

ในการนี้เสด็จทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารอรับเสด็จเต็มพื้นที่ บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี ริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน หน้าศาลหลักเมือง ศาลฎีกาและมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินใน 

ครั้นเสด็จฯถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประธานจัดงานฯ  คณะกรรมการจัดงานเฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงพระดำเนินขึ้นบนเวที ทรงยืนเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ความว่า 

"ข้าพเจ้าและพระราชินีมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมในพิธีจุดเทียนมหามงคล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ ทั้งได้มาอยู่ในท่ามกลางประชาชนทุกหมู่เหล่าในวันนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชอุตสาหะ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน มาตลอด 70 ปีแห่งรัชสมัย ดั่งเป็นที่ประจักษ์ว่าได้ทรงวางรากฐาน การพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ดำเนินก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยการส่งเสริมพัฒนาการศึกษา การแพทย์ และการสาธารณสุข ตลอดจนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ทั้งได้พระราชทานหลักการดำเนินชีวิต และประพฤติตนปฏิบัติงานไว้ คือ เศรษฐกิจพอเพียง ที่ยึดมั่นในทางสายกลาง กระทำการทุกอย่างให้พอเหมาะ พอดี โดยอาศัยความมีเหตุผลเป็นเครื่องพิจารณา อาศัยวิชาความรู้เป็นเครื่องมือปฏิบัติ และอาศัยคุณธรรม ความสุจริตเป็นเครื่องกำกับ ประคับประคอง อันจะทำให้ทุกคนไม่ว่าจะมีฐานะความเป็นอยู่อย่างไร ประกอบอาชีพการงานใด ย่อมมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง สามารถพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น เจริญขึ้นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกได้

ประเทศไทยจึงดำรงมั่นคงอยู่ด้วยความเข้มแข็ง ให้ชาวไทยตลอดจนผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารได้มีชาติ บ้านเมือง เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นจุดหมายร่วมกันในอันที่จะรักษาสิ่งที่ดีงามของชาติไว้ พร้อมทั้งปฏิบัติสร้างสรรค์ความดีความเจริญเพื่อความร่มเย็นเป็นปรกติสุข ความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและความเจริญยั่งยืนของประเทศ ประชาชนชาวไทยจึงเคารพ เทิดทูนพระองค์ ในฐานะพ่อแห่งแผ่นดิน และถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพนั้น เป็นวันพ่อแห่งชาติและวันชาติไทย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้เสมอมา ขอพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จงคุ้มครองรักษาประเทศชาติและประชาชนไทย ให้มีความวัฒนาผาสุกตลอดไป"

ต่อมา เสด็จฯไปยังเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แล้วทรงถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพุ่มดอกไม้ 2 พุ่ม ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ แล้วทรงถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงจุดเทียนชนวนจากโคมไฟฟ้า แล้วทรงจุดเทียนมหามงคล ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ทรงผินพระพักตร์ไปทางด้านทิศเหนือออกสู่ผู้ร่วมพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี

ต่อมาเจ้าพนักงานพระราชพิธีนำโคมเทียนมาขอพระราชทานจุดไฟสำหรับทรงถือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี รับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี และเข้าเฝ้าฯ ขอพระราชทานต่อเทียนที่ทรงถือ

เมื่อเสร็จการต่อเทียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเทียนชนวนคืนให้เจ้าพนักงานพระราชพิธี แล้วทรงผินพระพักตร์ไปทางด้านทิศใต้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับโคมเทียน และเจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี รับโคมเทียนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงถือโคมเทียน และถือโคมเทียน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ร่วมกับผู้ร่วมพิธี 89 วินาที เจ้าหน้าที่ตีกังสดาลให้สัญญาณเริ่ม 1 ครั้ง และสิ้นสุด 1 ครั้ง แล้วพระราชทานโคมเทียนคืนแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธี ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปประทับพระราชอาสน์ ณ ที่เดิม 

ทอดพระเนตรการแสดง 3 ชุด ได้แก่ การแปรอักษรภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยอากาศยานไร้คนขับประกอบเพลง KING OF KINGS การแสดงการขับร้องเพลงประสานเสียงโดยเด็กและเยาวชน และการแสดงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทย

เมื่อจบการแสดง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี ไปยังเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ทรงถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ แล้วเสด็จลงจากเวที เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต