วันที่ 21 ก.ค. 2564 ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หรือ หมอมานพ หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อผู้ป่วย "โควิด-19" ล้นระบบสุขภาพและบทเรียนจากประเทศอื่น 

 

 

หมอมานพ ได้พูดถึงสถานการณ์ "โควิด-19" ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันว่า "เห็นสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ทำให้นึกถึงประเทศอื่นที่เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกัน มีการพูดคุยระหว่างเพื่อนพี่น้องว่า บ้านเราจะเลวร้ายได้ที่สุดแค่ไหนกัน หลายคนเอ่ยกันสั้น ๆ แบบเข้าใจกันดีว่า Italy model บ้าง, New York model บ้าง บางคนพูดไปไกลถึง India model ด้วยซ้ำ 

 

ใจจริงแม้จะยังมั่นใจว่า สถานการณ์ของเราไม่ควรไปถึงขั้นนั้น แต่อดคิดไม่ได้เหมือนกัน และอย่างน้อยถ้าเราเตรียมตัวเตรียมใจ วางแผนรับสถานการณ์แบบนั้นไว้บ้างก็เป็นเรื่องดี 

 

ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ New York City (NYC) ซึ่งเป็น epicenter ของการระบาดโลกในช่วงเมษายนปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่โถมเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ NYC ซึ่งมีขนาดประชากรใกล้เคียง กทม และปริมณฑล ต้องเผชิญผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ถึงวันละ 4,000-6,000 คน มากกว่าสถานการณ์ใน กทม. ราว 2-3 เท่า 

 

โรงพยาบาลแทบทุกแห่งใน NYC มีคนไข้ล้นจนต้องเปลี่ยน lobby ของโรงพยาบาลเป็น ward เพิ่มเติม นอกเหนือจากการตั้งโรงพยาบาลสนามที่ Jarvits Center และที่อื่น ๆ ผู้ว่าการรัฐต้องประกาศให้แพทย์พยาบาลจบใหม่ได้รับใบประกอบโรคศิลป์โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอบ เพื่อให้มีแพทย์พยาบาลช่วยทำงานเพิ่มขึ้น 

 

มีการระดมแพทย์และพยาบาลเกษียณกลับมาช่วยทำงาน ติดต่อขอเครื่องช่วยหายใจจากรัฐบาลกลาง รวมทั้งการระดมขอบริจาคจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ มีการตั้งห้องดับจิตชั่วคราวในสวนสาธารณะ ฯลฯ จนเวลาผ่านไป 2-3 เดือนการระบาดจึงควบคุมได้ 


 

หมอมานพ ระบุต่ออีกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ในช่วงนั้นองค์ความรู้ของโรคและการรักษาโรคยังไม่มากนัก อัตราผู้เสียชีวิต (case fatality rate: CFR) สูงมากถึง 9.2% แม้ว่า CFR ของการระบาดระลอกนี้ของบ้านเรายังเพิ่มขึ้นกว่ารอบก่อนหลายเท่า แต่ยังไม่เกิน 1% 

 

อย่างไรก็ดี ถ้ามองไปเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ที่สถานการณ์หนักหน่วงกว่าเรา ตอนนี้ CFR ของเขาใกล้เคียง 2% เต็มที หมายความว่าเราอาจยังมีจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตสูงขึ้นได้อีก 

 

NYC ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาก่อนเรา ตอนนี้เขาเปิดเมืองกลับมาใช้ชีวิตแทบจะเป็นปกติ ในขณะที่บ้านเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบเขา ทั้งที่เวลาต่างกันถึง 1 ปี 

 

ทุกคนได้แต่หวังว่า เราจะผ่านความยากลำบากนี้ไปได้ในที่สุด เมื่อถึงจุดนั้นทุกคนคงต้องกลับมามองอย่างจริงจังแล้วว่า สถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร 

 

 

"หมอศิริราช" เตรียมใจหากสถานการณ์จะเลวร้ายที่สุด หลังผู้ป่วย "โควิด-19" ล้นระบบสุขภาพ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง