บุคลากรทางการแพทย์ สุดอัดอั้นโพสต์ร่ายยาวระบาย เผยตัวเลข "ผู้ติดเชื้อโควิด" ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ยอดผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่มีท่าทีว่าจะลดลง ชี้ตัวเลขที่เห็นในรายงาน 4 พัน/วันนั้นอาจจะไม่ใช่ยอดที่แท้จริง เพราะถ้าตรวจได้มากพอ อาจจะยอดติดเชื้อจริงสูงมากกว่านี้

 

 

 

" จะขออนุญาตมาอัปเดตสถานการณ์ให้ฟัง (ยาวมากๆ ใครอ่านไม่ไหวให้ดูย่อหน้าท้าย)

 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะสังเกตว่ายอดคนไข้ใหม่รายวันนั้นไม่ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มเรื่อยๆ และแนวโน้ม admit ต่อวันก็ยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

 

Testing: PCR swab : หลายๆ ที่ก็ทำการตรวจได้จำกัด และบางสถานพยาบาลได้จำกัดการตรวจต่อวันจริง (ซึ่งเข้าใจและเห็นใจ เพราะบาง รพ. ตรวจกันจนเกินศักยภาพที่เจ้าหน้าที่จะทำไหวแล้ว)

 

แต่ก็มีบางที่ที่ไม่ยอมตรวจให้คนไข้ เพราะก็กังวลว่าถ้า positive แล้ว จะให้ไปอยู่ที่ไหน จะต้อง admit ที่ไหน เตียงจะหาได้ไหมนั่นเอง

 

โดยสรุปเชื่อว่า ที่เห็นยอด 4,000 คน/วันนั้น อาจจะไม่ใช่ยอดที่แท้จริง เพราะถ้าตรวจได้มากพอ อาจจะยอดติดเชื้อจริงสูงมากกว่านี้

 

 

เคยมีคนพูดเรื่องระบบประสานงานที่รัฐบาลบอกว่า positive แล้วสามารถนำผู้ป่วยที่ positive เอาเข้า pool กลางผ่านระบบ co-linkได้ แต่ !!! เอาจริงๆ นะ ระบบประสานงานถ้ามันดีจริงนะ แล้วทำไมพอส่งไปคนไข้ก็ยังบ่นว่ารอเตียงอยู่นาน (จะเห็นว่าถึงกับต้องให้ดารา หรือ influencer หรือสื่อต่างๆ ช่วยประสานหาเตียงให้อีกหลายๆ คน) และหลายๆ ครั้งเองที่หลายๆ โรงพยาบาลส่งโควต้ารายชื่อเข้าระบบส่วนกลางเพื่อหาเตียง ตามความรุนแรงหนักเบา แต่พอส่งๆไป ปรากฎว่า คนไข้ไม่ได้ admit 3-4 วันจนอาการแย่ลง ท้ายสุด จนท. ก็บอกปลายสายว่า “swab ที่ไหน ก็ไปนอนที่นั่นค่ะ

 

อ้าว พอแบบนี้ รพ. หลายๆ ที่ก็ไม่กล้าตรวจเยอะสิ เพราะถ้าตรวจเยอะเกินกว่าศักยภาพในการรับ admit ผู้ป่วยได้ แล้วจะทำไง เพราะส่งส่วนกลางไปก็วนกลับมาที่เก่าเหมือนบูมเมอแรง เหมือนกินซูชิหมุนเลยที่ส่งไปแต่ไม่มีใคร (ยอม) คับ จนวนกลับมาที่เดิม

 

บางโรงพยาบาลเริ่มบอกว่า “เราไม่รับตรวจแล้ว ให้ท่านไปตรวจที่อื่นเอง” เกิดปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง คนต้องดิ้นรนกระจายตัวไปหาตรวจเอง แล้วพอเกิดการเดินทางไปๆ มาๆ การแพร่กระจายเชื้อโรคก็ยิ่งไปกันใหญ่สิ คุมไม่ได้แน่ๆ

 

ทีนี้พอเตียงเต็ม ล้น ไม่พอ (แต่ก็งงที่รัฐชอบบอกว่ามีเตียงทิพย์ตลอดเวลา) คนไข้จากที่เป็นสีเขียวก็กลายเป็นสีเหลือง จากสีเหลืองก็กลายเป็นสีส้ม แดง พอส้ม หรือแดง (อาการหนัก) …ก็ต้องใช้ ICU/intermediate ward ต้องใช้ รพ. ศักยภาพสูงมากอีก แต่เตียง ICU มันเต็มๆๆๆๆๆ จริงๆ เพราะ ICU 1 case นอนทีกินเตียง 2-4 weeks กันอย่างน้อยบางคนนอน 2 เดือน บางคนเอาท่อช่วยหายใจออกไม่ได้ ต้องเจาะคอ

 

จะเพิ่มศักยภาพอย่างไรก็ไม่มีทางทำได้แล้ว พยาบาล หมอก็มีเท่าเดิม (และมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ เพราะบางส่วนก็ติดเชื้อด้วย) จะเปิด รพ. สนามเพิ่มอีกกี่ที่ก็ไม่ไหว ไม่มีคนแล้ว ระบบ node ที่จะส่งต่อเคสที่หนักเมื่อเกินศักยภาพของแต่ละ รพ. ก็เริ่มติดขัดฝืดเคืองมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ไปต่อไม่ได้

 

 

ล่าสุดมีศูนย์ nursing home แห่งหนึ่งที่ติดเชื้อกว่า 40 คน และผู้สูงอายุอายุ 80-90 ปีทยอยแย่ลงเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถรับเข้าไปรักษาใน รพ.ได้อีกแล้ว ในที่สุดมีผู้ป่วยบางส่วนเริ่มทยอยสิ้นลม และเปลี่ยนเป็นสถานที่ดูแลระยะสุดท้าย (palliative care) เหมือนในต่างประเทศที่เคยปรากฎมาและมันกำลังจะเกิดแบบนี้ในทุกๆ ที่ ปัญหาการหาเตียง ทั้งสามัญและ ICU ในตอนนี้ของ กทม. และปริมณฑลนั้นคือวิกฤติมากๆๆๆๆ และเราอาจจะเป็นแบบที่อินเดียประสบพบในไม่ช้านี้

 

และนี่คือยังไม่นับว่าสายพันธุ์เดลต้า (น้องอินเดีย) กำลังจะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดกับสายพันธุ์เบต้า (น้องแอฟริกาใต้) จากเจ้าตลาดเดิม (สายพันธุ์อัลฟา น้องอังกฤษ) ตอนนั้น คิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นเช่นไร

 

รัฐเคยดีใจกับอันดับ 6 ในการรักษา จัดการโควิด-19 แต่ตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันของเราแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้ว จากวันละ 2 แสนคน/วัน เหลือแค่หลักพันหลังฉีด high potency vaccine อย่าง Pfizer/Moderna/JJ ไปกว่า 150 ล้านโดส

 

กลับมามองที่เราเราใช้ sinoVac (ที่มาแบบซื้อง่ายขายคล่อง)/ Astra (ที่มาแบบจำกัดจำเขี่ย) และอัตราการฉีดแบบม้าตีนต้น และจำนวนการฉีดยังน้อยมากๆ และยังงงว่า ทำไมไม่หา 2P modification vaccine ที่สามารถต่อกรกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้อย่าง Pfizer/Moderna/JJ มาให้ไวกว่านี้

 

เค้าว่าๆ เราจะได้ Q4 แต่ทำไมประเทศอื่นๆ ดีลได้ก่อนเรามากๆ ผมไม่เคยเชื่อว่าเราจะเปิดประเทศด้วย sinoVac ได้เลย เพราะเราก็เห็นตัวอย่างมากมายที่ฉีด sinoVac แล้วต้องกลับมา lock down กันมากมายเหมือนที่ผมเคยได้กล่าวไว้หลายเดือนก่อนช่วง vaccine forum และผมคิดว่าอะไรที่เรายังไม่มีข้อมูล ถ้าเป็นนักวิชาการที่ยังซื่อสัตย์กับ profession ของตัวเอง ก็จงอย่าพูดอะไรที่ยังไม่มีแม้แต่งานวิจัยหรือ publication มาพูด

 

เพราะไอ้ของที่ดีมีงานวิจัยรองรับมากๆ มีข้อมูล real world setting ดีๆมาชัดเจน ประสบการณ์ใช้ที่มากพอทำไมไม่ยอมพูด ไม่ยอมใช้และไม่ยอมพูดตามข้อมูลความจริงที่มีปรากฏจนงงว่า เราจะนำพาประเทศไปแบบนี้หรือ เราอยากมีคนอย่าง Dr Fauci ที่คอยให้คำปรึกษากับผู้มีอำนาจของประเทศไทย และเราก็ยังหวังลึกๆ ว่าเราจะมีคนแบบนี้มานำพาให้เราพ้นวิกฤติได้จริง

 

ใครขี้เกียจอ่าน สรุปในประโยคสั้นๆ ว่า “ทีมบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ากำลังต่อสู้สงครามประหนึ่งชาวบ้านบางระจัน ที่ใส่ชุดตะเบงมานและเอาจอบ ขวาน มีด มาสู้ศึก ขอปืนใหญ่ไปแต่ไม่ได้มา ได้แต่ปืนแก๊บ และตอนนี้พยายามหล่อปืน ตีดาบใช้ตามมีตามเกิด”

 

อาเมน