เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2564 ที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจจังหวัดเชียงใหม่ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวันที่ 12 ม.ค.64

เชียงใหม่ติดโควิดเพิ่มอีก​ 2 ขยายเวลา​ปิดผับ​ บาร์​ คาราโอเกะ​ ถึง​ 31​ ม.ค.​นี้

 

โดย นายวีระพันธ์ ดีอ่อน รองผู้ว่าฯเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการประชุมจากคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 11/2564 ซึ่งในที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นรวมทั้งข้อเสนอต่างๆ เนื่องมาจากจังหวัดเชียงใหม่ยังมีผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ และที่ประชุมได้มีมติเห็นพ้องต้องกันว่า ในเรื่องของการปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ตามคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 3/2564 ซึ่งได้ให้ปิดสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการผับ บาร์ คาราโอเกะ ทุกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะเวลา 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6-19 ม.ค. 64

"เมื่อมีจำนวนผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วย รวมทั้งผู้สัมผัสที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ มีจำนวนค่อนข้างมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการตรวจหาเชื้อ และมาตรการป้องกันควบคุมโรคให้ได้อย่างทันถ่วงที ดังนั้นคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มีคำสั่งที่ 10/2564 ในเรื่องของการปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว โดยให้ปิดสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการผับ บาร์ คาราโอเกะ ทุกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 64 ดังนั้นจึงขอชี้แจงทำความเข้าใจต่อทั้งผู้ประกอบการสถานบริการ และผู้ประกอบการของสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการผับ บาร์ คาราโอเกะ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ใช้บริการให้ได้ทราบถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะได้ทราบโดยทั่วกัน"

ด้าน​ ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ (ระลอกใหม่) มีผู้ป่วยสะสม 23 ราย (รักษา 22 ราย , กลับบ้านแล้ว 1 ราย) โดยแบ่งเป็น ผู้ที่เดินทางจากระยอง 1 ราย , ผู้เดินทางจากชลบุรี 2 ราย , การระบาดในร้านวอร์มอัพ 10 ราย , การระบาดในร้านริเวอร์ไซด์ 7 ราย , การระบาดในครอบครัวกลุ่มใหม่ 3 ราย

ทีมสอบสวนโรคได้ทำการติดตามและตรวจหาเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 4-12 ม.ค. 64 ได้ทำการตรวจไปแล้วทั้งสิ้น 1,559 ราย ผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับการตรวจยืนยันอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ให้แยกกักตัวที่บ้านอย่างเคร่งครัดเพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน (Home Quarantine) ผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้เฝ้าสังเกตอาการตัวเองเป็นเวลา 14 วัน (Self Monitorng)

สำหรับในวันนี้(12 ม.ค.) พบผู้ป่วยโควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่ม 2 ราย เป็นผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยรายที่ 65 ที่มีการรายงานไปเมื่อวานนี้ มีรายละเอียด ดังนี้

 

ผู้ป่วยโควิด-19 รายที่ 68 ของจังหวัดเชียงใหม่ หญิงไทย อายุ 50 ปี แม่บ้าน ภูมิลำเนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รับรักษาตัวห้องแยกความดันลบโรงพยาบาลนครพิงค์ เบื้องต้น ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่า เริ่มมีอาการป่วยเล็กน้อยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 แต่ไม่มีประวัติเสี่ยงสัมผัส จึงไม่ได้ไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 และชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ตั้งแต่เริ่มป่วยพักรักษาตัวที่บ้านพักของตนเอง

ผู้ป่วยโควิด-19 รายที่ 69 ของจังหวัดเชียงใหม่ ชายชาวไต้หวัน อายุ 67 ปี ประกอบธุรกิจส่วนตัว ภูมิลำเนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รับรักษาตัวห้องแยกความดันลบโรงพยาบาลนครพิงค์ อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค

จากการสอบสวนโรคพบว่า ครอบครัวนี้มีกิจกรรมร่วมกันในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 63 ขณะนี้ทางทีมสอบสวนโรคกำลังดำเนินการติดตามผู้สัมผัส และเร่งสอบสวนสรุปไทม์ไลน์ พร้อมทั้งค้นหาต้นตอของการติดเชื้อในกลุ่มผู้ป่วยทั้ง 3 รายนี้ หากได้ข้อสรุปจะได้นำเสนอต่อไป

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนเฝ้าระวังและดูแลตนเองตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค การเว้นระยะห่างระหว่างกัน สวมหน้ากากอนามัย/ ผ้า ตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสแกนแอปพลิเคชั่น "ไทยชนะ" ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ และการสังเกตอาการตัวเองหากมีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ร่วมกับมีอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก) ให้รีบพบเจ้าหน้าที่ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน เพื่อเข้ารับการตรวจทันที

หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนศูนย์โควิด-19 สสจ.เชียงใหม่ โทร 053-211048-50 ในวันและเวลาราชการ หรือสอบถามสถานบริการใกล้บ้าน