เหตุการณ์ฉีดแก๊สน้ำตาในการสลายชุมนุมบริเวณแยกเกียกกาย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารย์อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยว่าได้ตัวอย่างน้ำสีม่วงๆ ที่เจ้าหน้าที่ใช้ฉีดใส่ผู้ชุมนุมนั้น ล่าสุดจากผลวิจัยเจอสารเคมี 5 ตัว 

อ่านข่าว : เผยน้ำสีม่วงๆ ที่ จนท.ฉีดใส่ผู้ชุมนุม ล่าสุดเจอสารเคมี 5 ตัว

ผลการวิเคราะห์น้ำที่เก็บได้จากแนวปะทะที่แยกเกียกกาย โดยน้ำที่เก็บมามีสีฟ้าออกน้ำเงิน เนื่องจากว่า ปนเปื้อนกับสีที่ผู้ชุมนุมใช้สีน้ำเงิน จึงปนกันกับน้ำสีม่วง แต่อาจารย์อ๊อดนำมาสกัดด้วย DCM จนได้สารละลายสีม่วงพร้อมกับสารที่อยู่ในนั้นออกมาแยกชั้นตามภาพที่ 1-3

 

เปิดคุณสมบัติสารเคมี 5 ตัวในน้ำสีม่วงที่ฉีดใส่ผู้ชุมนุม ไม่ถึงตายแต่อาการหนัก

 

 

เปิดคุณสมบัติสารเคมี 5 ตัวในน้ำสีม่วงที่ฉีดใส่ผู้ชุมนุม ไม่ถึงตายแต่อาการหนัก

 

 

เปิดคุณสมบัติสารเคมี 5 ตัวในน้ำสีม่วงที่ฉีดใส่ผู้ชุมนุม ไม่ถึงตายแต่อาการหนัก

 

 

อาจารย์อ๊อด เอาสารละลายสีม่วง ที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค gc-ms (Gas chromatography–mass spectrometry (GC-MS)) พบว่าสีม่วงคือ Methylviolet 2b (เมทิลไวโอเลททูบี) ซึ่งเป็นสีม่วงธรรมดา ไม่มีพิษภัยอะไร และเจอสาร สำคัญ 5 ตัว ในสารละลายสีม่วงนั้น คือ

 

(1) Dimethyl sulfoxide, DMSO (ไดเมททิล ซัลฟอกไซด์) เป็นสารประกอบอินทรีย์ซัลไฟด์ มีลักษณะเป็นของเหลวไม่มีสี จุเดเดือดสูง นิยมใช้เป็นตัวทำละลายและใช้เป็นสารทำความสะอาดส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองถ้าได้รับในปริมาณมาก

 

(2) 2-Chlorobenzaldehyde (2-คลอโรเบนซัลดีไฮด์) ลักษณะไม่มีสีหรือของเหลวใสสีเหลืองเล็กน้อย ข้อควรระวังคือทำให้ผิวหนังไหม้อย่างรุนแรงและทำลายดวงตา

 

โดย 2-Chlorobenzaldehyde ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิต o-chlorobenzylidene malononitrile หรือ 2-chlorobenzalmalononitrile หรือ o-Chlorobenzylmalononitrile ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในแก๊สซีเอส (CS gas) ซึ่งเมื่อโดนแก๊สน้ำตาเข้าไปแล้ว จะเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาและแก้วตาดำ ทำให้มีน้ำตาไหลออกมาก เยื่อบุตาจะแดงและแก้วตาดำจะบวม ตามองไม่เห็น น้ำมูกน้ำลายไหล ไอ หายใจลำบาก

 

เมื่อร่างกายสัมผัสกับแก๊สน้ำตามักจะเกิดอาการภายในวินาทีหรือหลายนาที อาการจะเป็นอยู่นานประมาณ 15 –30 นาทีส่วนใหญ่จะหายเองภายในหนึ่งชั่วโมง

 

(3) 2-Chlorobenzyl alcohol (2-คลอโรเบนซิลแอลกอฮอล์) มีลักษณะเป็นผงสีขาว โดยสารตัวนี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ทั้งต่อดวงตา ผิวหนัง แม้แต่การสูดดมเข้าไป

 

(4) 2-chlorobenzalmalononitrile (2-คลอโรเบนซัลมาโลโนไนไตร) หรือ o-Chlorobenzylmalononitrile (CS gas)

 

2-chlorobenzalmalononitrile หรือ o-Chlorobenzylmalononitrile ทางทหารเรียกสั้นๆว่า CS จัดเป็นอาวุธเคมี (chemical weapon) ที่ใช้คุมฝูงชน แต่ไม่ทำให้ถึงตาย (non-lethal chemical weapon) โดยปกติในอุณหภูมิห้อง ไม่ได้อยู่ในสถานะก๊าซ เป็นของแข็ง แต่ทำเป็นละอองได้ เหมือนสเปย์พริกไทย

 

(5) o-Chlorobenzylmalononitrile เป็นสารก่อการระเคืองเหมือนกันที่อยู่ใน CS gas เหมือนกัน เป็นอนุพันธ์ของสารหมายเลข (4)

 

รศ.ดร.วีรชัย เผยอีกว่า สารหมายเลข 1 เป็นตัวทำละลาย เพื่อทำให้สารอีก 4 ตัวละลายรวมเป็นเนื้อเดียวกันเป็นหัวเชื้อ ส่วนสารหมายเลข 2 3 4 5 เป็นกลุ่มแก๊สน้ำตาซึ่งใส่ตัวเดียวก็เกินพอแล้ว แต่ใส่ไปทั้งหมด 4 ตัว

 

ซึ่งงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันได้แน่นอนว่า ความเข้มข้น 1% เทียบกับ 5% แก๊สน้ำตา (CS) อันไหนอันตรายกว่ากัน เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่มาจากระยะในการยิง

 

ผลกระทบในคนได้มีการศึกษาผลของ CS smoke or aerosol and exposure via inhalation พบว่า aerosol เมื่อทำการผลิตโดยวิธี thermal dispersionที่มีขนาด 0.5um ในตัวทำละลาย methylene chlorideทำการศึกษากับอาสาสมัครเป็นเวลา90นาทีในพื้นที่ขนาด 0.5-1 mg/m3 พบว่าอาสาสมัครมีอาการผิวไหม้บริเวณปาก หายใจแล้วแสบรวมถึงแน่นหน้าอก

 

 

ทั้งนี้ รศ.ดร.วีรชัย ยังได้เผยภาพแผลจากเยาวชนที่โดนน้ำสีม่วงที่แยกเกียกกายด้วย ซึ่งจากภาพจะเห็นว่า แผลนั้นเป็นรอยไหม้ อ.อ๊อด ชี้ว่า สารเคมี 4 ใน 5 ตัวที่วิเคราะห์เจอนั้นรุนแรงต่างกัน ใส่มา 4 ตัวเลย มาตรฐานไม่ถึงตายก็จริง (non-lethal weapon) แต่มันเข้มและใส่เยอะเกินไปนะครับท่าน โปรดพิจารณาถึง Chemical Weapons Convention (อนุสัญญาอาวุธเคมี) ซึ่งก็ถือเป็นหลักสากลกรอบใหญ่สุดด้วยครับ

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong